GM Outlines Plans To Capitalize On Future Of Personal Mobility

แมรี่ บาร์ร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเจนเนอรัล มอเตอร์สและทีมผู้บริหารประกาศแผนโครงร่างที่มุ่งสร้างการเติบโตด้วยการขับเคลื่อนส่วนบุคคลสู่อนาคต ด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้ามากกว่ายานยนต์ โดยพัฒนาต่อยอดจากความเป็นผู้นำด้านการเชื่อมต่อที่ยาวนานเกือบสองทศวรรษ

จีเอ็มผลิตและจัดจำหน่ายรถเชฟโรเลตในประเทศไทย ทั้งรถกระบะ โคโลราโด รถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์และแคปติวา และรถยนต์โดยสารส่วนบุคคล ครูซ ซึ่งมาพร้อมระบบเชื่อมต่อมายลิงค์ที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย

จีเอ็มยังระบุถึงแผนการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจหลัก ด้วยการดำเนินแนวคิดสร้างการเติบโตทั่วโลกและกำหนดช่วงเวลาการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการมุ่งเน้นเพิ่มความคุ้มค่าด้านต้นทุน บริษัทฯจึงคาดการณ์ว่าผลกำไรต่อหุ้นจะเพิ่มสูงขึ้นและสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างมาก บริษัทฯนำเสนอแผนการให้นักลงทุนได้รับทราบระหว่างการประชุมที่สนามทดสอบมิลฟอร์ด พรูฟวิ่ง กราวนด์ใกล้กับสำนักงานใหญ่ของจีเอ็มในเมืองดีทรอยท์ รัฐมิชิแกน ของสหรัฐอเมริกา

Chevrolet Connectivity 1

“การผนวกรวมระหว่างเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ” บาร์ร่ากล่าว “บางคนอาจมองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เป็นเรื่องน่าหวาดหวั่น แต่เราเล็งเห็นถึงโอกาสที่จะเป็นผู้สร้างความแตกต่าง เราเชื่อว่าการเป็นผู้นำในด้านการเชื่อมต่อยานยนต์ตลอดหลายทศวรรษของเราคือพื้นฐานที่เราจะสร้างนิยามใหม่ของการขับเคลื่อนส่วนบุคคลสู่อนาคต”

ระหว่างการประชุมดังกล่าว ผู้นำบริษัทฯ ได้ประกาศแนวคิดริเริ่มทีเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์หลากหลายด้าน โดยให้ความสำคัญที่การยกระดับยานยนต์ของจีเอ็มให้มีความก้าวล้ำมากขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้น และประหยัดน้ำมันยิ่งกว่า พร้อมกับเปิดเผยโครงร่างแนวคิดการเดินทางขนส่งทางเลือกที่จีเอ็มกำลังสำรวจค้นคว้า

  • การเริ่มใช้ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ: จีเอ็มประกาศว่าในช่วงปลายปี พ.ศ. 2559 จะส่งเชฟโรเลต โวลต์ รุ่นปี 2017 ที่ออกแบบให้ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติใช้งานภายในศูนย์เทคนิควอร์เรน พนักงานจีเอ็มจะสามารถจับจองการใช้งานโวลต์ผ่านทางแอพฯ การแบ่งปันรถหรือคาร์-แชริ่ง และเลือกจุดหมายปลายทางได้ เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีเอ็มจะนำพาตัวรถมุ่งสู่จุดหมายและจอดโดยอัตโนมัติ โครงการนี้จะเป็นเหมือนห้องทดลองที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วเพื่อมอบข้อมูลและการเรียนรู้ในการเร่งศักยภาพทางเทคนิคด้านการพัฒนารถขับขี่อัตโนมัติของบริษัทฯ จีเอ็มทดสอบเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ “ซูเปอร์ ครูส” (Super Cruise) มาตั้งแต่ปี 2555 และยืนยันในวันนี้ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะพร้อมใช้งานในรถคาดิลแลค ซีที6 รุ่นปี 2017
  • คาร์ แชริ่ง: จีเอ็มยังประกาศโครงการคาร์ แชร์ริ่ง 2 โครงการ โดยโครงการแรกเริ่มดำเนินการแล้วในเมืองนิวยอร์ก ซิตี้ ส่วนอีกหนึ่งโครงการจะเริ่มในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าในเมืองใดเมืองหนึ่งของสหรัฐฯ แต่ละโครงการจะช่วยขยายการมีส่วนร่วมของบริษัทฯ ในด้านการเดินทางขนส่งรูปแบบใหม่ ซึ่งบริษัทฯ คาดหวังว่าจะช่วยเพิ่มรายได้และผลกำไร โดยเป็นการต่อยอดจากโครงการคาร์ แชร์ริ่งที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อทดสอบฮาร์ดแวร์และระบบซอฟต์แวร์ พร้อมกับได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประสบการณ์ใช้งานคาร์ แชร์ริ่งของผู้ใช้ อาทิ หนึ่งในหุ้นส่วนด้านการขับเคลื่อนในช่วงแรกของจีเอ็มคือกูเกิลที่เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปีที่แล้ว มีการทดสอบบริการคาร์ แชร์ริ่งด้วยการใช้เชฟโรเลต สปาร์ก พลังงานไฟฟ้า การใช้แอพฯ ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความสอดคล้องตามเส้นทางและกำหนดการเดินทาง โครงการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงคุณค่าและศักยภาพในการสร้างบริการเดินทางขนส่งซึ่งนำไปสู่การริเริ่มโครงการในนิวยอร์ก ซิตี้ที่เพิ่งประกาศในวันนี้ ขณะที่ในยุโรป โอเปิลได้เริ่มใช้บริการแชร๋ริ่งที่เรียกว่า คาร์ยูนิตี้ (CarUnity) ซึ่งผู้จัดจำหน่ายนำเสนอรถสำหรับการแบ่งปันใช้งานร่วมกัน ส่วนในประเทศจีนเมื่อต้นปีนี้ รถพลังงานไฟฟ้าต้นแบบ อีเอ็น-วี 0 ถูกนำไปให้บริการในมหาวิทยาลัยเจียวทงในนครเซี่ยงไฮ้ซึ่งเพิ่มทางเลือกให้ระบบเดินทางขนส่งในบริเวณมหาวิทยาลัย นอกเหนือจากจักรยาน รถยนต์และรถบัส
  • จักรยานอีไบค์ คอนเซ็นท์: จีเอ็มเปิดตัวจักรยานพลังงานไฟฟ้าต้นแบบหรืออีไบค์ (eBike) ระหว่างการประชุมดังกล่าวเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ในด้าน “ระบบขับเคลื่อน” ในเมืองใหญ่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จักรยานดังกล่าวได้รับการออกแบบและพัฒนาระบบวิศวกรรมที่ศูนย์วิศวกรรมและการพัฒนาของจีเอ็มในเมืองโอชาวา รัฐออนตาริโอ จักรยานอีไบค์ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถเคลื่อนที่ในใจกลางเมืองใหญ่ที่การเดินทางมีความยากลำบากมากขึ้น
  • ระบบขับเคลื่อนฟิวเซล: อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ช่วยให้จีเอ็มเดินหน้าสู่เป้าหมายการปราศจากมลพิษคือระบบขับเคลื่อนฟิวเซล จีเอ็มพัฒนาความก้าวหน้าของไฮโดรเจนฟิวเซลมายาวนานร่วมทศวรรษ โดยเปิดตัวรถพลังงานไฟฟ้าฟิวเซลครั้งแรกในปี 2550 มีการร่วมมือกับฮอนด้าเพื่อพัฒนาไฮโดรเจนฟิวเซลสแต็กและระบบกักเก็บไฮโดรเจนเจนเนอเรชั่นใหม่ จีเอ็มยืนยันแผนการพัฒนารถฟิวเซลเชิงพาณิชย์ร่วมกับฮอนด้าภายในกรอบเวลาปี พ.ศ. 2563 เนื่องจากเทคโนโลยีนี้ยังมีศักยภาพด้านความคุ้มค่าทางการเงิน จีเอ็มระบุว่ากำลังแสวงหารูปแบบการใช้งานฟิวเซลนอกเหนือจากยานยนต์ ทั้งเทคโนโลยีอวกาศและการทหาร
  • วัสดุผสมผสาน: จีเอ็มให้ความสำคัญอย่างมากกับการลดน้ำหนักในรถทุกรุ่นที่พัฒนา เนื่องจากรถที่มีน้ำหนักเบากว่าจะรองรับมาตรฐานมลพิษคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีความเข้มงวดมากขึ้นทั่วโลกและมอบประโยชน์ให้ผู้บริโภค ทั้งความประหยัดและสมรรถนะที่สูงขึ้น บริษัทฯ ใช้วัสดุผสมผสาน ทั้งโลหะหลายระดับ อลูมิเนียมและวัสดุผสมคอมโพสิทเพื่อช่วยให้รถมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้น ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นและขับสนุก วิศวกรใช้วัสดุผสมผสานที่มีความคุ้มค่ามากกว่าที่เคยเป็นมาในรถทุกแบรนด์ภายใต้เครือจีเอ็ม และพัฒนาให้เข้าถึงลูกค้าด้วยราคาที่เหมาะสม อาทิ เชฟโรเลต มาลิบู รุ่นปี 2016 ที่มีวัสดุ 11 ชนิดและมีน้ำหนักเบาลง 300 ปอนด์ (ราว 136 กก.) เมื่อเทียบกับรุ่นที่แล้ว ขณะที่คามาโร เจนเนอเรชั่นต่อไปจะมีน้ำหนักเบาลง 400 ปอนด์ (ราว 181 กก.) เมื่อเทียบกับรุ่นปัจจุบัน
  • เทคนิคการผลิตผสมผสานโลหะเอกสิทธิ์เฉพาะ: ฝ่ายวิจัยและพัฒนาของจีเอ็มได้คิดค้นเทคโนโลยีการเชื่อมเอกสิทธิ์เฉพาะครั้งแรกในอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งช่วยให้สามารถใช้โลหะน้ำหนักเบาในรถรุ่นใหม่ได้มากขึ้น กระบวนการเชื่อมจุดช่วยให้มีการเชื่อมอลูมิเนียมเข้ากับโลหะทำให้รถมีน้ำหนักเบาลงและมีความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้างมากขึ้น กระบวนการนี้จะเริ่มใช้ในโรงงานดีทรอยท์-แฮมแทรมค์ในการผลิตคาดิลแลค ซีที6 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559

 Chevrolet Connectivity 2

เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลักของจีเอ็ม

บริษัทฯ คาดหวังว่าจะสร้างการเติบโตทางธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้าด้วยแนวคิดริเริ่มหลักหลายด้าน ทั้งการลงทุนมูลค่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับรถตระกูลใหม่ของเชฟโรเลตในตลาดที่กำลังเติบโต รักษาตำแหน่งการตลาดที่มั่นคงในประเทศจีนด้วยการขยายตลาดรถอเนกประสงค์เอสยูวีและตลาดรถหรู ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ของคาดิลแลคสู่ตลาดรถหรูที่กำลังเติบโต สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้จีเอ็ม ไฟแนนเชียลด้วยการขยายบริการทั่วโลก พร้อมกับเพิ่มโอกาสด้านรายได้จากบริการหลังการขายและออนสตาร์ทั่วโลก

ภายในช่วงเวลาเดียวกัน จีเอ็มวางแผนแนะนำรถรุ่นใหม่หรือรุ่นปรับโฉมใหม่มากมายทั่วโลก โดยในปี 2558 ยอดขายของจีเอ็มทั่วโลกประมาณ 26 เปอร์เซ็นต์มาจากรถรุ่นใหม่หรือรุ่นปรับโฉมใหม่ภายในช่วง 18 เดือนก่อนหน้านี้  คาดการณ์ว่าสัดส่วนยอดขายดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ในปี 2559 40 เปอร์เซ็นต์ในปี 2560 31 เปอร์เซ็นต์ในปี 2561 และถึงระดับ 40 เปอร์เซ็นต์ในปี 2562 และ 2563

จีเอ็มยังเร่งสร้างความมุ่งมั่นขับเคลื่อนประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนให้ดียิ่งขึ้นทั้งห่วงโซ่การผลิต โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าในภาพรวมให้แก่ลูกค้า บริษัทฯ คาดการณ์ว่าจะสร้างกำไรประมาณ 5.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในด้านการจัดซื้อ การผลิต และค่าใช้จ่ายการบริหารระหว่างปี 2558 และ 2561 มากกว่าการลงทุนทีเพิ่มขึ้นในด้านการพัฒนาแบรนด์และเทคโนโลยี

 

Our Facebook Fan Page
Lastest Content
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
การทำงานหม้อน้ำ
รีเลย์ในรถยนต์
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
มอเตอร์สตาร์ท
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่
VDO Clip
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
การทำงานหม้อน้ำ
รีเลย์ในรถยนต์
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
มอเตอร์สตาร์ท
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่