บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดย มร. คริสเตียน วิดมานน์ (ที่ 2 จากซ้าย) ประธาน และ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ (ซ้ายสุด) กรรมการผู้จัดการ ร่วมด้วย มร. ลาร์ส นีลเซ่น (ขวาสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และ ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช (ที่ 3 จากซ้าย) หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i เปิดตัวบริการใหม่จาก BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance เพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมแนะนำระบบคลาวด์อัจฉริยะระดับโลก ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ที่ช่วยให้ 

BMW ConnectedDrive สามารถปลดล็อคทุกขีดจำกัดของเทคโนโลยีล้ำยุคได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

BMW i and 360° Electric. The Future of Connected Mobility in Collaboration with Microsoft (3)

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เดินหน้าต่อยอดวิสัยทัศน์นวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต เปิดตัวบริการใหม่จาก BMW ConnectedDrive บริการและแอพพลิเคชั่นเพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดระหว่างผู้ขับ ยานยนต์และโลกภายนอก โดยฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดนี้จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานของรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู iPerformance โดยในงานแถลงข่าว “BMW i และระบบการเชื่อมต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า 360° โดยความร่วมมือกับไมโครซอฟท์” บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้แนะนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม Open Mobility Cloud ของบีเอ็มดับเบิลยู ร่วมกับระบบคลาวด์อัจฉริยะระดับโลก ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ที่ช่วยให้
BMW ConnectedDrive สามารถปลดล็อคทุกขีดจำกัดของเทคโนโลยีล้ำยุค และมอบประสบการณ์เหนือระดับจากมิติการเชื่อมต่อแบบครบวงจร เพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยระดับพรีเมียมอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

มร. คริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี พ.ศ. 2561 นี้นับเป็นการครบรอบ
ปีที่ 20 ของ BMW ConnectedDrive โดยเรายังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวต่อไปในฐานะผู้บุกเบิกการให้บริการดิจิทัลล้ำยุคแห่งโลกยนตรกรรมในระดับสากล บริการของเราล้วนได้รับการออกแบบมาเพื่อสร้างนิยามใหม่ให้แก่ประสบการณ์การขับขี่อย่างไร้ขีดจำกัด

โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้งาน ปัจจุบัน แอพพลิเคชั่น BMW Connected
มีผู้ใช้งานมากกว่า 2.3 ล้านคน และมีรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูกว่า 10 ล้านคันใน 45 ประเทศทั่วโลกที่มีการเชื่อมต่อด้วยฟีเจอร์ของระบบ BMW ConnectedDrive การเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่สำหรับ BMW ConnectedDrive ในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวหนึ่งในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยในประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ NUMBER ONE > NEXT ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ซึ่งมุ่งปูรากฐานอันแข็งแกร่งไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมใน
โลกดิจิทัล”

 

BMW i and 360° Electric. The Future of Connected Mobility in Collaboration with Microsoft (4)

ด้วยบริการ BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance ผู้ใช้งานจะสามารถควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้จากระยะไกล อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับรถได้อย่างง่ายดาย ผ่านแอพพลิเคชั่น BMW Connected บน iPhone โดยบริการใหม่สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริด ได้แก่

BMW i and 360° Electric. The Future of Connected Mobility in Collaboration with Microsoft (5)

  • การแสดงสถานะรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบสถานะและระดับของแบตเตอรี่ ระยะทางที่คาดว่าจะแล่นได้ด้วยพลังงานไฟฟ้าที่เหลืออยู่ และข้อมูลเกี่ยวกับการบำรุงรักษารถได้จากทุกที่ ทุกเวลา
  • การควบคุมการชาร์จพลังงานไฟฟ้าและระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารจากระยะไกล ผู้ใช้งานสามารถเปิด/ปิดเครื่องปรับอากาศในห้องโดยสารได้ผ่านทางสมาร์ทโฟน หรือตั้งเวลาเปิด/ปิดล่วงหน้าให้ตรงกับเวลาที่ต้องการออกเดินทาง และหากรถยนต์เชื่อมต่ออยู่กับสถานีชาร์จ ผู้ใช้งานยังสามารถควบคุมการชาร์จด้วยการตั้งเวลาที่ต้องการได้ เพื่อเลือกให้ชาร์จไฟฟ้าในช่วง off peak หรือในช่วงเวลาที่มีความต้องการในการใช้ไฟฟ้าน้อยและมีอัตราค่าไฟฟ้าต่ำกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ

BMW i and 360° Electric. The Future of Connected Mobility in Collaboration with Microsoft (2)

  • ระบบการนำทาง ที่สามารถค้นหาและนำทางไปยังสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดได้อีกด้วย
  • การประมวลและแสดงผลข้อมูลการขับขี่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ของแต่ละบุคคล โดยวิเคราะห์รูปแบบการขับขี่และควบคุมรถยนต์บนท้องถนน

ในโอกาสนี้ ดร. อเล็กซานเดอร์ คอเทช หัวหน้าฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์บีเอ็มดับเบิลยู i ได้ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู i ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ใน
การสร้างสรรค์ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่อยู่บนพื้นฐานแนวคิดของความยั่งยืน ซึ่งในขณะที่ความนิยมในยานยนต์ไฟฟ้า ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก และยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอีกมากในอนาคต บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป
จึงมีความมุ่งมั่นที่จะตอบรับความต้องการของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพและฉับไว ด้วยการสร้างสายการประกอบรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่นที่สุด โดยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ระบบไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ ระบบปลั๊กอินไฮบริด และเครื่องยนต์สันดาป จะใช้สายการประกอบร่วมกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ขับขี่
ว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จะสามารถรองรับความต้องการในเรื่องของรุ่นรถยนต์และระบบขับเคลื่อนที่แตกต่างของผู้ขับขี่ได้ทุกที่ทุกเวลา

 

ภายในปี พ.ศ. 2568 บีเอ็มดับเบิลยู i จะมีรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 25 รุ่น ประกอบไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้าโดยสมบูรณ์ถึง 12 รุ่น ขณะที่แบรนด์และสายผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้ความดูแลของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ก็ยังมีเป้าหมายที่จะพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเดินหน้าไปสู่ความสำเร็จต่อไป

 

ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ ระบบคลาวด์อัจฉริยะที่มาพร้อมความปลอดภัยระดับโลก ช่วยให้ BMW ConnectedDrive สามารถทำการวิเคราะห์และเรียนรู้จากข้อมูลปริมาณมหาศาลที่บันทึกจากการขับขี่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู โดยระบบ Open Mobility Cloud ของบีเอ็มดับเบิลยูได้เลือกใช้แพลตฟอร์ม ไมโครซอฟท์ อาซัวร์เป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาบริการอัจฉริยะ เพื่อส่งเสริมให้เกิดประสบการณ์การขับขี่รูปแบบใหม่มาก

ที่ไม่เพียงเชื่อมโยงตัวรถเข้ากับสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงคอนเทนต์และระบบเครือข่ายอีกมากมายจากภายนอก

 

นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “กระบวนการปฏิรูป
ด้วยดิจิทัลกำลังผลักดันให้ทุกอุตสาหกรรมและทุกองค์กรทั่วโลกต่างต้องพลิกรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อชิง
ความได้เปรียบในการแข่งขัน สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์นั้น เป็นที่คาดการณ์กันว่าในปี พ.ศ. 2563 รถยนต์ใหม่ในตลาดโลกกว่า 90% จะมาพร้อมกับคุณสมบัติการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์หรือโลกภายนอก ซึ่งทั้ง BMW ConnectedDrive และแพลตฟอร์ม Open Mobility Cloud ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ปูทางไปสู่ประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต”

 

ระบบคลาวด์ ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ เป็นแพลตฟอร์มเปิดที่พร้อมรองรับการพัฒนาต่อยอดในทุกระดับ พร้อมมอบศักยภาพให้ผู้ผลิตรถยนต์ได้สร้างสรรค์บริการและคุณสมบัติอัจฉริยะอย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อเสริมให้รถยนต์สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านการขับขี่ที่แตกต่างกันไปในแต่ละคนได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังเปิดประตูไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคต คุณสมบัติอันชาญฉลาดสำหรับรถยนต์แห่งอนาคตทั้งหมดนี้ มีรากฐานอยู่บนความปลอดภัยระดับโลก โดยแพลตฟอร์ม ไมโครซอฟท์ อาซัวร์ เป็นระบบคลาวด์ที่ได้รับความไว้วางใจมากที่สุด ด้วยการรองรับมาตรฐานระดับโลกและระดับอุตสาหกรรมในด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูลมากกว่า 70 มาตรฐาน

 

“ความร่วมมือของเรากับบีเอ็มดับเบิลยูถือเป็นการสานต่อวิสัยทัศน์ของโลกยุคใหม่ ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพอันเหนือชั้นทั้งในระบบคลาวด์ ซึ่งสามารถขับเคลื่อนเราไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมด้วยความสามารถอันน่าทึ่งใน
การประมวลผลข้อมูล และในอุปกรณ์ปลายทาง ที่นำนวัตกรรมอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) มาเสริมประสิทธิภาพและความคล่องตัวในทุกขณะของชีวิต” นายธนวัฒน์กล่าวเสริม

 

บริการใหม่ข้างต้นจาก BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance จะมาพร้อมกับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 เป็นต้นไป โดยรุ่นที่รองรับประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู 330e บีเอ็มดับเบิลยู 530e และบีเอ็มดับเบิลยู 740Le ผู้สนใจสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bmw.co.th/th/topics/fascination-bmw/connected-drive/overview.html

Our Facebook Fan Page
Lastest Content
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
การทำงานหม้อน้ำ
รีเลย์ในรถยนต์
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
มอเตอร์สตาร์ท
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่
VDO Clip
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
การทำงานหม้อน้ำ
รีเลย์ในรถยนต์
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
มอเตอร์สตาร์ท
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่