มีใครรู้บ้างว่าสถิติสูญเสียชีวิตบนท้องถนนของประเทศไทยอยู่ที่ปีละเท่าไหร่? เกือบๆ 30,000 คนต่อปี ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของอาเซียนและเป็นอันดับ 2 ของโลก มีมูลค่าความเสียหายปีละกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งสาเหตุหลักคือ “เมาแล้วขับ”

หนึ่งในข้อมูลที่เปิดเผยจากนายแพทย์แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ บุคคลที่เป็นแกนนำหลักในการรณรงค์ลงอุบัติเหตุบนท้องถนนมาเกือบ 20 ปี รวมไปถึงการป้องกัน 7 วันอันตรายช่วงปีใหม่และเทศกาลต่างๆ ที่มีความสูญเสียบนท้องถนน

ในเมื่อมีความสำคัญมากขนาดนี้เราก็ไม่พลาดที่จะขอเข้าพูดคุยกับแกนนำหลักในการรณรงค์เมาไม่ขับหรือที่เรารู้จักกันในนาม “หมอเมาไม่ขับ” ถึงหน้าที่หลักของมูลนิธิเมาไม่ขับ และสาเหตุสำคัญของพฤติกรรมผู้ใช้รถที่สร้างสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนจนติดอันดับ 2 ของโลก รวมถึงวิธีการแก้ไขที่จะทำให้ผู้สูญเสียลดน้อยลง

170127_inTJ_02

BUDDYCAR : เราได้ยินชื่อการมูลนิธิเมาไม่ขับมานานกว่า 20 ปี มูลนิธินี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
นายแพทย์แท้จริง : ย้อนไปเมื่อ 20 ปี ผมอยู่กระทรวงสาธารณะสุข ท่าน อ.วิฑูร แสงสิงแก้ว เห็นปัญหาการสูญเสียบนท้องถนน ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณะสุขเหมือนกัน เพราะเวลารถชนต้องไปโรงพักและไปโรงพยาบาล คนบาดเจ็บหมอต้องผ่าตัด ยา เตียง ท่านเลยมาดูว่ามีความเสียหายมากนาดไหน ก็เลยสั่งการให้ผมก็ลงมาดูและตั้งศูนย์นเรนทรโรงพยาบาลราชวิถีขึ้นมา มาเพื่อช่วยเหลือผู้เกิดอุบัติเหตุรถชน เราจึงเอามาติดอาวุธให้เพื่อไปถึงที่เกิดเหตุสามารถห้ามเลือด ใส่เฝือก มีเปล อุปกรณ์ได้มาตรฐานมากขึ้น ไปรับผู้ประสบอุบัติเหตุมา จากจำนวน ผู้เกิดอุบัติเหตุ 10 คน เราเจอเมาสัก 9 คน อุบัติเหตุก็เหมือนโรคเอดส์ที่ต้องป้องกัน ถ้าเราไม่ป้องกันก็รักษากันตายเลย จะเอาเตียงที่ไหน 90% ของคนที่รักษาคือคนเมา จึงเสนอโครงการเมาไม่ขับผู้ใหญ่ เพราะเราเห็นปัญหา จากกระทรวงสาธารณะสุข แต่ช่วงนั้นเรารู้ว่าถ้ากระทรวงสาธารณะสุขทำโครงการใหญ่ๆ ยาก อะไรก็จำกัด จึงมาตั้งชมรม “คนรุ่นใหม่ดื่มสุราแล้วไม่ขับรถ” ตอนนั้นโชคดีไปชวนคุณดำรงค์ พุฒตาล มาทำชมรม ท่านก็ให้แนวความคิดที่ท่านเป็นสื่อเปลี่ยนชื่อโดยมีการประกวดตั้งชื่อ เราจึงได้ชื่อชมรมเมาไม่ขับโดยมีคุณดำรงค์เป็นประธานชมรม ผมเป็นเลขาตั้งแต่ต้นก็ทำกันต่อเนื่องมา เปลี่ยนกฎหมาย ผลักดัน 7 วันอันตราย ผลักดันกฎหมายควบคุมโฆษณาแอลกอฮอล์

BUDDYCAR : ดูเหมือนมีคนจำนวนไม่น้อยที่เกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับ แล้วหน้าที่หลักของมูลนิธิมีอะไรบ้าง
นายแพทย์แท้จริง :
หน้าที่หลักของเราคือการหยุดคนเมาไม่ให้มาขับรถ แม้ว่าเราจะห้ามคนให้ดื่มเหล้าไม่ได้เพราะเป็นสิทธิส่วนตัว คำว่า Just มาจากเพื่อนผมเอง เวลาที่ไปเจอแล้วเพื่อนดื่มแล้วเวลาเห็นผมแล้วจะเลิกดื่ม เพราะรณรงค์เรื่องเมาไม่ขับ แต่ผมไม่ได้รณรงค์ว่าห้ามกินเหล้านะ ถ้าอยากดื่มจนเมา อ้วกเละเทะแล้วนอนอยู่ตรงนั้นผมก็ไม่ยุ่ง เพราะทุกคนรู้ว่าดื่มเหล้าแล้วจะส่งผลเสียกับตัวเองอย่างไร แต่ถ้าคุณเมาแล้วขับชีวิตคนอื่นอาจพังก็ได้ ตรงนี้คือสิ่งที่ต้องการสื่อไม่ใช่เพราะผมเป็นเลขาธิการโครงการเมาไม่ขับ ลองคิดดูถ้าวันหนึ่งเดินออกไปแล้วเจอคนที่เมาแล้วขับเขาจะสนใจไหมว่าเป็นเลขาธิการแล้วคนเมาจะไม่ขับรถชนมันก็ไม่ใช่นะ…พอคนเหล่านี้ขับรถชนก็จะบอกไม่ได้ตั้งใจ ไม่คิดว่าจะชนเอาเรื่องนี้มาอ้างแล้วก็จบ ศาลก็ตัดสินว่าขับรถโดยประมาท เวลาดื่มเหล้าทุกคนตั้งใจดื่ม และทุกคนก็รู้ว่าดื่มแล้วห้ามขับรถ ที่เรารณรงค์ทุกคนรู้หมด บ้านเรารณรงค์โครงการเมาไม่ขับได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ แต่ประเทศอื่นเขาบังคับใช้กฏหมายกันหมด บทลงโทษในบ้านเราไม่มีใครกลัว ถึงติดคุกแต่ก็ยังรอลงอาญา บ้านเราสงสารคนทำผิดมากกว่าคนที่ถูกกระทำ กลัวว่าติดคุกแล้วประวัติจะเสีย โดยไม่มองถึงคนที่เสียชีวิตมองว่าเป็นเรื่องของ “เวรกรรม” ถ้าเรามีระบบที่ดีก็สามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ถามว่าเอาอะไรมาพิสูจน์ ก็ดูอย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นกินเหล้ามากกว่าบ้านเราอีก นักธุรกิจเมาทุกเย็น แต่เขาไม่ได้ขับรถ จะนั่งแท็กซี่ รถไฟฟ้า หรือไม่ก็นอนโรงแรมแคปซูล ยังไงเขาก็ไม่ขับเพราะไม่คุ้มเพราะค่าปรับสูงถึง 3 แสนเยน คิดเป็นเงินบ้านเราก็ 1 แสนบาท คนที่นั่งไปด้วยก็โดนอีก 3 แสนเยน โดนทั้งคันโทษเท่ากันเพราะคนที่มาด้วยมีหน้าที่เตือน ถือว่าสมรู้ร่วมคิดที่ญี่ปุ่นมาโทษหนัก ไม่ได้ปล่อยเหมือนบ้านเราที่แค่ประมาท ที่นั้นเปรียบเหมือนอาชญากรบนท้องถนน รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจชนคนตาย แต่รู้ว่ามีโอกาสชนแล้วทำไมยังทำ จะอ้างว่าไม่รู้ไม่เจตนาไม่ได้ เป็นเรื่องไม่ยากแต่ประเทศไทยไม่ลงทุน ไม่ใช่เรื่องเงินแต่เป็นเรื่องของความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ การติดตามผลการดำเนินงาน รวมทั้งโทษของการทำความผิด นายกลงทุนออกมาพูดเรื่องมาตรการเอง

BUDDYCAR : เท่าที่เล่ามาภาครัฐมีส่วนสำคัญไม่น้อย ตอนนี้ทางมูลนิธิมีการประสานงานกับภาครัฐมากแค่ไหน
นายแพทย์แท้จริง : เขารู้ปัญหาหมด รู้ว่าขับรถเร็ว รู้ว่าง่วงคุณปล่อยให้ขับได้อย่างไร แล้วออกมาบอกว่าต้องสร้างจิตสำนึก ไม่มีมนุษย์ที่ไหนทำแบบนั้น เพราะมนุษย์อยากเสี่ยงอยู่แล้ว ถ้าให้ผมมีอำนาจที่พอสั่งการอะไรได้ก่อน 7 วันอันตรายจะบอกเลยว่าเราต้องการรักษาชีวิต เราไม่ต้องการให้ใครตายเลยแม้แต่คนเดียว ถ้ามีมาตรการออกไปแล้วสังคมไม่ยอมรับให้บอกผมาได้เลย ผมจะไม่ให้คนเมาออกมาขับรถ ถ้าช่วง 7 วันอันตรายผมจับคนเมาแล้วเข้าคุกจะมีคนออกมาประท้วงไหม? “ไม่มี” แต่ต้องพิสูจน์ได้ว่าเขาเมาจริงๆ ผมขอแค่อาทิตย์เดียวจับได้คุณไม่ได้เที่ยวปีใหม่ คุณต้องไปอยู่ในคุก คิดว่าจะมีใครประท้วงไหม ผมคงไม่สามารถไปตรวจทุกคนได้ แต่ถ้าจะเสี่ยงก็ลองดู เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ต้องเพิ่มขึ้น ผมจะเอาทหารออกมาคุมเลย 7 วัน เจอคนเมาเป่าเลย เอาเข้าคุกเลย ปกติวันแรกของ 7 วันอันตรายข่าวจะออกว่าเสียชีวิตกี่ราย แต่เราจะประกาศว่าติดคุกไปแล้วกี่ราย ส่งสถิติมาว่ามีคนตายกี่คน ติดคุกกี่คน ไม่ต้องกลัวคุกเต็มเราแค่กักขัง อาจจะเป็นที่ๆ เตรียมไว้ก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นคุก เป็นการเขียนเสือให้วัวกลัว

BUDDYCAR : สำหรับผู้ประสบภัยบนท้องถนน ทางมูลนิธิมีการช่วยเหลืออย่างไร
นายแพทย์แท้จริง : เรื่องค่ารักษาเราช่วยไม่ได้ เขาก็ใช้ตามสิทธิของเขา แต่เราจะช่วยเมื่อเขาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย เราจะพบเสมอว่าจะโดนประกันเอาเปรียบ แต่เราอยากจะช่วยปลูกจิตสำนึก ให้คนรู้ว่าเป็นสิทธิของคุณที่จะปลอดภัย ตอนนี้ไม่มีใครออกมาประท้วงเรียกร้องสิทธิจึงไม่มีใครคิดที่จะแก้ปัญหา โทษว่าเป็นเรื่องของดวง

170127_inTJ_03

BUDDYCAR : วิธีที่จะแก้พฤติกรรมคนเมาแล้วขับคือกฎหมายอย่างเดียวหรือต้องใช้มาตรการอื่นด้วยกฎหมายคือข้อกำหนดโทษ
นายแพทย์แท้จริง : ต่อให้กฎหมายดีแต่ตัวกลางในการบังคับใช้กฎหมายไม่เข้มงวดก็ยังมีคนเมาแล้วขับ ถ้าเป็นผมจะพิสูจย์ให้ได้ว่าถ้าบังคับใช้กฎหมายจริงคนจะไม่ตาย แต่ถ้าใครเอากฎหมายไปใช้ในทางที่ผิด สามารถร้องเรียนและถ่ายคลิบมาได้เลย ตำรวจก็ตั้งกล้องถ่ายไว้เลย คนที่ไม่ได้ทำความผิดจะกลัวทำไม ของแบบนี้สามารถพิสูจน์ได้ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อน ตำรวจก็สามารถเอาไปปรับใช้ได้กับทุกเรื่อง ทั้งขับรถเร็ว เรื่องเมาแล้วขับ สถิติอุบัติเหตุของประเทศไทย เราเป็นที่ 1 ของเอเชีย ที่1 ของอาเซียน และที่ 2 ของโลกรองจากลิเบีย 7 อันดับแรกเป็นประเทศแถบแอฟริกา ไทยเราเป็นประเทศที่เจริญแล้วแต่อุบัติเหตุเรายังเทียบกับเขา เมื่อ 3 ปีที่แล้วก็มีการจัดอันดับ ไทยอยู่อันดับ 3 ของโลก เวลาผ่านไป 3 ปีอันดับ 1-2 เขาหายไปและไม่ติด 1 ใน 10 ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ติดอันดับและยังอับดับขึ้นไปอีก

BUDDYCAR : ข้อกำหนดกฎหมายแบบไหนกำลังดี ทุกวันนี้เราใช้ระบบประกันตัว 20,000 บาท ค่าปรับมตามปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกาย
นายแพทย์แท้จริง : ผมว่ากฎหมายไม่ต้องเปลี่ยนแต่ใช้ให้เต็มที่ เช่น คุกมีอยู่แล้วไม่ต้องรอลงอาญา ปรับมีตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท 7 วันให้ใช้ค่าปรับสูงสุดไม่ต้องเพิ่มใช้ทุกอย่างที่อยู่ในกฎหมาย ไม่มีการยกโทษหรือรอลงอาญา อาจจะมาเรื่องอื่นเสริมอีก เช่นขับรถเร็วแต่ก็ยากเพราะเครื่องมือไม่มี สองเรื่องหมวกกันน็อคต้องใส่ 100% ถ้าผมเป็นนายกจะมีมาตรการ เอาแค่ 7 วันอันตราย สั่ง ผบ.ตร. หนึ่งต้องเมาไม่ขับ สองหมวกกันน็อคต้อง 100% ถ้าผมออกไปแล้วเห็นคนไม่ใส่หมกกันน็อค ผมย้ายคุณ เขาเดือดร้อนเพราะฉะนั้นเขาก็จะทำได้

BUDDYCAR : แบบนี้ทั้งผู้บังคับใช้กฎหมายและการมีวินัยของคนใช้รถก็มีผลด้วยกับภาพรวมทางสังคมบนท้องถนน
นายแพทย์แท้จริง : มีทั้งนั้น… แล้วสมมุติว่าถ้านายกบอกว่าถ้าเห็นใครขับรถมอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใส่หมวกกันน็อค ให้ถ่ายรูปแล้วส่งมาที่เว็บพร้อมระบุว่าอยู่พื้นที่ไหน แล้วจะเชิญผู้กำกับมาปรับทัศนคติสักหน่อย เชื่อเถอะว่าผู้กำกับจะสั่งให้ลูกน้องไปดูทุกที่เลย ถามว่าทำได้ไหม? มันได้อยู่แล้ว แล้วต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นเท่าไร? ก็ไม่มี อยู่ที่ความเข้มข้นของคำสั่งกับการติดตาม อย่างตอนสงกรานต์ ออกมาแถลงมีคนตาย 300 ศพ มีรัฐมนตรีท่านหนึ่งออกมาพูด “เป็นเพราะคนยังเมาแล้วไปขับรถอยู่” โทษประชาชนเลย ผมฟังแล้วคิดว่าต้องเป็นหน้าของเขาที่ต้องดูแลนะ ยกตัวอย่างเช่นในช่วงสงกรานต์มีคดีข่มขืน 2 คดี แล้วรัฐมาตรีออกมาบอกว่าเป็นเพราะคนไทยยังหื่นอยู่ คนพูดอย่างนี้ต้องโดนแน่ แต่คนพูด “เป็นเพราะคนยังเมาแล้วไปขับรถอยู่” กลับดูดีเลยมันเป็นเรื่องของเหตุผลไม่ใช่โชคชะตา บางปีถ้าเสียชีวิตมากก็โทษผมอีกว่ารณรงค์ไม่ดี ผมต้องหาตัวเลขผู้เสียชีวิตทุกวันเพื่อให้สนใจทุกวันไม่ใช่แค่ 7 วันอันตราย ตอนนี้ สปภ. มีการสัมภาษณ์ผมทุกเช้า ว่าวันนี้เสียชีวิตกี่ราย เราควรมีคณะปฏิรูปเรื่องความสูญเสียทางถนน ตอนนี้ไม่มีใครสนใจเลย เรารู้ปัญหาแต่เราซุกเรื่องนี้เอาไว้ เราติดอันดับ 2 ของโลกไม่ใช่เรื่องธรรมดา เมื่อไม่นานมานี้มีการจัดประชุมระดับโลกเลย ที่ประเทศบราซิล การประชุมอุบัติเหตุโลก ในโลกเขาเริ่มรู้แล้วว่าเรื่องเมาแล้วขับเป็นปัญหาหนัก ตายมากกว่าสงครามโลกปีหนึ่งทั่วโลกล้านกว่าคน เพราะฉะนั้น UN จึงจัดประชุม บอกว่าอีก 5 ปีข้างหน้าต้องลดลงอย่างน้อยๆ ครึ่งหนึ่ง ประเทศอื่นคงทำได้ แต่ประเทศไปคงยาก

BUDDYCAR : กับทางด้านขนส่งทางบกมูลนิธิเมาไม่ขับได้มีการรณรงค์ เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างไรบ้าง
นายแพทย์แท้จริง : ผมผลักดันให้คนขับนถสาธารณะต้องมีแอกฮฮอล์เป็น 0 เมื่อปลายปีที่แล้วเราพยายามผลักดันกฎหมายไม่ยอมเป่าเท่ากับเมาต้องขอบคุณ คสช. ส่วนตอนนี้กำลังผลักดันเรื่อง “เมาไม่ปั่น” เพราะศาลตัดสินว่าเมาแล้วปั่นไม่ผิด เพราะไม่ได้มีเขียนเอาไว้ในกฎหมาย เราจึงต้องผลักดันกฎหมายนี้ให้เกิดขึ้นมาเพื่อลดความสูญเสียอีกทางในเรื่องนี้

Our Facebook Fan Page
Lastest Content
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
รีเลย์ในรถยนต์
การทำงานหม้อน้ำ
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่
VDO Clip
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
รีเลย์ในรถยนต์
การทำงานหม้อน้ำ
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่