หลังจากพ้นของการที่ ‘e’ หรือพลังงานไฟฟ้า กลายเป็นประเด็นที่เอาท์ไปแล้ว คราวนี้มาถึงเรื่องของ Autonomous หรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยอัตโนมัติ ซึ่งได้กลายมาเป็นหัวข้อสนทนาใหม่ในแวดวงยานยนต์ และดูเหมือนว่า บรรดาผู้ผลิตรถยนต์เริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น

อย่างที่ทราบกันดีว่าในปี 2015 ถูกวางให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามา และแจ้งเกิดของประชากร รถยนต์พลังไฟฟ้า ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีอย่างมากจากผู้ผลิต จนทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการ สัมผัสรถยนต์ประเภทนี้ และในปี 2020 ว่ากันว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการพัฒนารถยนต์ที่ขับ เคลื่อนได้ด้วยตัวเอง หรือ Autonomous

170201_eBm_02

ถ้าใครที่ได้ดูภาพยนตร์ Sci-Fi ที่มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับอนาคต เรื่องของรถยนต์ขับเคลื่อน ด้วยตัวเองถูกวางให้เป็นหลักชัยในการบ่งบอกถึงสิ่งที่บริษัทรถยนต์ในยุคนี้จะต้องเดินทางไปให้ถึง และ Google ก็ได้เดินหน้าในการพัฒนาแล้ว เช่นเดียวกับบริษัทรถยนต์อีกหลายแห่งที่พยายามนำเสนอไอเดีย และแนวคิดทำ นองนี้

ที่เห็นเป็นรูปธรรมมาตั้งแต่ต้นปีนี้คือ Nissan กับต้นแบบรุ่น IDS ซึ่งทาง Nissan บอกถึงประโยชน์ ของแนวคิดนี้คือ ความปลอดภัย เพราะ 99% ของอุบัติเหตุที่เิกิดขึ้นนั้นมาจาก Human Error หรือความ ผิดพลาดที่มาจากคนขับ ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจผิดพลาด หรือบกพร่องในการขับขี่ จนนำไปสู่อุบัติเหตุในที่สุด ดังนั้นการเข้ามาเทคโอเวอร์การขับเคลื่อนรถยนต์จึงถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุน้อยถึงน้อยมาก

และนั่นทำให้ Nissan พยายามที่จะผลักดันแนวคิดนี้ขึ้นมาให้ได้ แต่ตั้งเป้าว่าปี 2020 จะเป็นจุด เริ่มต้นของยุคใหม่ในการขับเคลื่อนของรถยนต์อัตโนมัติ…แต่ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่า มันจะเป็นแบบ ไร้คนขับเลยนะ เพียงแต่ผู้ขับสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะขับเอง หรือว่าจะให้ระบบรับหน้าที่นี้

เช่นเดียวกับทาง BMW ที่เพิ่งฉลองครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งแบรนด์ พวกเขาเปิดตัวรถยนต์ต้น แบบรุ่นใหม่ที่ชื่อว่า Vision Next 100 ออกมา

170201_eBm_03

หน้าตาและเทคโนโลยี  โดยเฉพาะในแง่ของวัสดุศาสตร์ อาจจะเป็นจุดที่ใครหลายคนสนใจ แต่สิ่งที่ BMW คิดเหมือนกับคนอื่นๆ เมื่อพูดถึงรถยนต์ในยุคอนาคตคือ การขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ

ตัวรถถือเป็น Self Driving Concept ที่สามารถขับเคลื่อนได้อัตโนมัติตามสมัยนิยม ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Alive Geometry Approach ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าสู่โหมดที่เรียกว่า Boost หรือ Switch Mode ในการสลับเปลี่ยนระหว่างการขับด้วยตัวเอง หรือว่าให้ระบบเป็นตัวขับเคลื่อน โดยเมื่ออยู่ในโหมด Boost ระบบทั้งหมดจะโฟกัสไปที่คนขับในการสร้างสรรค์ประสบการณ์ การขับขี่ที่สนุกสนานและเร้าใจในการขับขี่ตามแบบฉบับรถยนต์ของ BMW แต่เมื่อเลือก Ease Mode ก็เป็นการขับด้วยระบบหลัก พวงมาลัยจะหดเข้าไปเก็บ และตัวรถก็จะทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง เช่นเดียวกับการจัดวางเบาะนั่งก็จะเปลี่ยนใหม่หมด

ถึงตอนนี้ก็เตรียมนับถอยหลังรอกันได้่เลย เพราะเชื่อว่าอีกไม่นาน รถยนต์ที่ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ จะไม่ใช่สิ่งที่พบเจอในภาพยนตร์ Sci-Fi อีกต่อไป

แสดงความคิดเห็นใน เดี๋ยวนี้อะไรก็อัตโนมัติ
Our Facebook Fan Page
Lastest Content
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
การทำงานหม้อน้ำ
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
รีเลย์ในรถยนต์
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
ชนิดหัวเผาเครื่องยนตดีเซล
มอเตอร์สตาร์ท
VDO Clip
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
การทำงานหม้อน้ำ
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
รีเลย์ในรถยนต์
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
ชนิดหัวเผาเครื่องยนตดีเซล
มอเตอร์สตาร์ท