น่าจะเรียกว่าเป็นการไมเนอร์เชนจ์ที่ต้องรอกันนานเอาเรื่องเหมือนกัน เพราะ Honda ต้องใช้เวลานานถึง 3 ปีเต็มๆ กว่าที่ Brio ใหม่จะมีอะไรที่เรียกว่า ‘เปลี่ยนแปลง’

170127_Brio_02

น่าจะเรียกว่าเป็นการไมเนอร์เชนจ์ที่ต้องรอกันนานเอาเรื่องเหมือนกัน เพราะ Honda ต้องใช้เวลานานถึง 3 ปีเต็มๆ กว่าที่ Brio ใหม่จะมีอะไรที่เรียกว่า ‘เปลี่ยนแปลง’ จากที่เคยเป็นมาก่อน แต่ถึงกระนั้นก็เป็นการรอคอยที่คุ้มค่า เพราะอย่างน้อยเมื่อเราจอดรถ แล้วถามคนทั่วไปว่า ‘รู้หรือเปล่าว่านี่คือ Brio รุ่นปรับโฉม ?’ คำตอบที่ได้ส่วนใหญ่ คือ ‘ว่าแล้วหน้าตามันแปลกๆ’

แม้จะไม่ใช่รายแรกในตลาด Eco Car แต่ Honda ก็นำเสนอผลผลิตที่พร้อมจะแข่งกับคู่ปรับอย่าง Nissan March, Mitsubishi Mirage และ Toyota Yaris ด้วยผลผลิตใหม่ที่ชื่อว่า Brio ซึ่งรุ่นแรกที่เปิดตัวออกมาเป็นตัวถังแบบแฮทช์แบ็ก 5 ประตูพร้อมกับข้อถกเถียงที่เป็น Talk of the town คือ เรื่องที่ไม่มีที่ปัดน้ำฝนด้านหลังมาให้ และฝากระโปรงหลังที่ไม่มีโครงเหล็ก แต่เป็นบานกระจกขนาดใหญ่

แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะทำให้เกิดการฉุดลงของยอดขาย เพราะ Brio ได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่ดีจนกระทั่งนำไปสู่การเปิดตัวทางเลือกใหม่ด้วยตัวถังที่ 2 อย่างซีดาน ซึ่งใช้ชื่อต้อท้ายว่า Amaze  ซึ่งสิ่งที่ Brio Amaze แตกต่างจากตัวถังแฮทช์แบ็กไม่ได้มีแค่รูปกายภายนอกเท่านั้น แต่ในเรื่องของระบบช่วงล่างที่ก็มีการปรับเซ็ตให้ดีขึ้น เพื่อรองรับกับการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2013 เมื่อ Honda ส่ง Brio Amaze ลงสู่ตลาดเป็นครั้งแรก และหลังจากนั้นอีกร่วม 3 ปีเราถึงได้มีโอกาสสัมผัสกับรุ่นไมเนอร์เชนจ์แบบเต็มๆ ของซีดานรุ่นนี้

170127_Brio_06

รู้เลยว่าเปลี่ยน

ต้องยอมรับว่าการปรับโฉมครั้งนี้ของ Brio Amaze ทาง Honda ไม่ได้ทำเพียงเพื่อให้แค่เป็นการปรับโฉมตามอายุตลาด แต่เป็นการปรับเพื่ออะไรหลายๆ อย่าง ทั้งในเรื่องของการกระตุ้นตลาด และสร้างความน่าสนใจให้กับ Brio Amaze ในยุคที่ตลาด Eco Car ค่อนข้างเงียบเหงา เพราะผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในตลาด ณ ตอนนี้ ผ่านการขายมาสักระยะหนึ่งจนบางรุ่นใกล้ถึงเวลาของการเปลี่ยนโฉมกันแล้ว

สิ่งที่เราสามารถบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ Brio Amaze ในเรื่องของหน้าตาคือ รูปลักษณ์ด้านหน้า เพราะทาง Honda จัดการปรับโฉมจนสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน เพราะทั้งไฟหน้า กระจังหน้า และกันชนหน้าได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูสวยและสปอร์ตขึ้น

ไฟหน้าเป็นแบบโปรเจ็กเตอร์และใช้หลอดแบบ LED ในการให้แสงสว่างสำหรับไฟหรี่ โดยมีเฉพาะรุ่นท็อปที่เราได้มาทดสอบ ส่วนรุ่นปกติจะใช้ไฟหน้าแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์  ขณะที่ด้านท้ายมาพร้อมกับสปอยเลอร์หลังทรงสปอร์ตที่ช่วยทำให้ตัวรถดูโฉบเฉี่ยวขึ้น เช่นเดียวกับไฟท้ายลวดลายใหม่ และกันชนท้ายที่ได้รับการออกแบบใหม่เช่นกัน

170127_Brio_04

ภายในสวยทันสมัยขึ้น

แม้จะเป็นรถยนต์ที่จัดอยู่ในกลุ่มของ Eco Car แต่ต้องยอมรับว่า Brio Amaze ให้ความกว้างขวาง และรู้สึกสะดวกสบายด้วยความโอ่โถงของห้องโดยสารไม่แตกต่างจากรถยนต์ในกลุ่ม B-Segment หรือ Sub Compact ตรงนี้เป็นเพราะการใช้พื้นฐานเดียวกับรถยนต์ในกลุ่มนี้ และระยะฐานล้อที่มีความยาวถึง 2,405 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าแทบไม่แตกต่างจากรถยนต์ในกลุ่ม B-Car อย่าง Jazz หรือ City เลยและตรงนี้ส่งผลโดยตรงต่อความกว้างขวาง และความสะดวกสบายในแง่พื้นที่ใช้สอย โดยเฉพาะด้านท้ายของตัวรถ

บนเบาะนั่งหลังเราจะสัมผัสได้กับความสะดวกสบาย เพราะพื้นที่ช่วงขา หรือ Leg Room ค่อนข้างเยอะ ทำให้ชายไทยที่หุ่นในระดับ 180 เซ็นติเมตรสามารถนั่งได้อย่างไม่อึดอัด เรียกว่าหัวเข่าไม่ชนเบาะหลัง และขณะเดียวกันศีรษะก็ไม่ชนกับเพดานของห้องโดยสาร แถมที่ด้านหลังของตัวถังตรงพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายก็ยังมีพื้นที่มากพอสำหรับบรรทุก เรียกว่ามีความจุในระดับ 400 ลิตร

ในแง่ของความทันสมัย Honda จัดการปรับปรุงในเรื่องนี้ด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ยิ่งขึ้น ได้แก่ หน้าจอแสดงข้อมูลแบบ MID ระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์แบบอัจฉริยะมาให้ด้วย แต่นั่นหมายความว่าคุณต้องพร้อมจ่ายสำหรับรุ่นท็อปเท่านั้นนะถึงจะได้สิ่งเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชวนขัดใจสำหรับการขับในรถยนต์ตั้งแต่ระดับ B-Segment ลงมา  คือ พวกผู้ผลิตรถยนต์มักจะไม่ชอบติดตั้งพนักวางเท้าซ้ายมาให้ด้วย เช่นเดียวกับกล่องเก็บของที่จะต้องตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเบาะคู่หน้า และทำหน้าที่เป็นพนักสำหรับวางแขนซ้ายไปในตัว ก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของการควบคุมต้นทุน แต่ถ้าจำเป็นต้องมี มันจะเพิ่มขึ้นสักเท่าไร ? …. ตรงนี้อยากรู้มาก

170127_Brio_03

สมรรถนะพอตัวกับขุมพลัง 1,200 ซีซี

ไม่ว่าจะเป็น Brio หรือ Brio Amaze ผู้ขับขี่สามารถสัมผัสพลังแห่งสมรรถนะจากเครื่องยนต์ 4 สูบ SOHC i-VTEC 16 วาล์ว ที่มีความจุ 1,200 ซีซี 90 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.2  กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที ที่พัฒนาภายใต้เทคโนโลยีเอิร์ธดรีม ส่งกำลังสู่ล้อคู่หน้าด้วยระบบเกียร์ CVT ใหม่ ให้ความคล่องตัว พร้อมให้อัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานมลพิษระดับ EURO4

ในแง่ของความประหยัด เราคงไม่ต้องสงสัยกับเรื่องนี้กันมากนัก เพราะด้วยความที่เป็น Eco Car มันจะต้องมีกฎข้อบังคับข้อหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอัตราความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงที่รถยนต์คันนั้นจะต้องทำได้ ถึงจะได้รับสิทธิ์ของการจัดคลาสให้อยู่ในกลุ่ม Eco Car

ส่วนในเรื่องของการขับขี่นั้น แม้ว่าตัวเลขแรงม้าที่ออกมาจะมีเพียง 90 ตัว  แต่ทว่า Brio Amaze ให้ความคล่องตัวในการขับขี่ด้วยโอเวอร์แฮงค์ด้านหน้าของตัวรถที่สั้นบวกกับรัศมีวงเลี้ยวที่แคบมากเพียง 4.6 เมตร (มากกว่า Brio 0.1 เมตร) ทำให้การซอกซอนตามการจราจรบนถนนในเมือง สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม

นอกจากนั้นอีกปัจจัยหนึ่งของเรื่องนี้คือ พวงมาลัยที่ใช้ระบบเพาเวอร์ไฟฟ้า ซึ่งต้องยอมรับว่ามีส่วนช่วยทำให้การควบคุมรถสามารถทำได้ง่ายขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ข้อด้อยของการเป็น EPS ที่เกี่ยวกับเรื่องของน้ำหนักพวงมาลัยก็ยังแสดงออกมาอย่างชัดเจนในขณะขับเคลื่อน เรียกว่าถ้าเกิดไอหรือจามแรงๆ หรือว่าคนขับเป็นคนบ้าจี้แล้วโดนจี้เอว โอกาสที่มือจะกระตุกและทำให้รถสูญเสียการควบคุมมีค่อนข้างสูง เพราะน้ำหนักของพวงมาลัยค่อนข้างเบามาก ชนิดที่กระตุกนิดเดียวรถมีโอกาสเสียการทรงตัวอย่างแน่นอน

สำหรับในเรื่องของการทรงตัวและการยึดเกาะนั้น กับระบบช่วงหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และช่วงล่างหลังแบบคานบิด หรือทอร์ชันบีม การที่เราจะบอกว่ามันยอดเยี่ยมมากก็คงอาจจะเกินไป แต่ถ้ามองในแง่ของการที่มันมาอยู่ใน Eco Car ที่เน้นการใช้งานในเมือง ก็ต้องบอกว่ามันสามารถทำหน้าที่ตรงจุดนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม เอาเป็นว่าคุณสามารถมันมือ หรือสนุกเท้าไปกับการมุดท่ามกลางการจราจรด้วยความเร็วในระดับ 50-60 กิโลเมตร/ชั่วโมงบนถนนในเมืองได้อย่างมั่นใจ หรือจะกระแทกคันเร่งแล้วเข้าโค้งแคบๆ ที่ใช้ความเร็วต่ำก็ยังพอไหว เพียงแต่อาจจะต้องใช้ฝีมือ และประสบการณ์ในการควบคุมรถสักหน่อยเท่านั้นเอง แต่โดยรวมแล้ว ถือว่าคุณภาพในการขับที่ได้รับจาก Brio Amaze ถือว่าไม่ทำให้ผิดหวังเมื่อมองว่ามันเป็น Eco Car

Honda  ทำตลาดให้กับ Brio Amaze ด้วย 2 รุ่นย่อยคือ  V CVT ราคา 517,000 บาท และรุ่น SV CVT ราคา 577,000 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำคริสตัล (มุก) สีขาวทาฟเฟต้า และสีใหม่เงินลูนาร์ (เมทัลลิก)

Our Facebook Fan Page
Lastest Content
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
รีเลย์ในรถยนต์
การทำงานหม้อน้ำ
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่
VDO Clip
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
รีเลย์ในรถยนต์
การทำงานหม้อน้ำ
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่