ในการใช้รถใช้ถนน แน่นอนว่าคนขับมีคำถามเกิดขึ้นในหัวต่างๆ มากมาย และนี่คือ 5 หัวข้อ ที่ทางนิตยสาร Buddy Car ถูกทางคุณผู้อ่านส่งคำถามเข้ามาทางอี-เมลมากที่สุด และเพื่อสอดคล้อง กับช่วงหน้าร้อน และการเตรียมตัวเพื่อเดินทางไกลในวันหยุดยาว เราเลยนำเสนอคำตอบของคำถาม เหล่านี้ ในคอลัมน์ Feature ของเรา

170209_5Cars_002

 

1 ร้อนนี้ต้องดูแลรถยนต์อย่างไร

ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนหรือช่วงเวลาไหนก็ตาม ผู้ใช้รถควรจะให้ความสนใจในการดูแลรักษารถยนต์ของตัวเองอย่างเป็นประจำและสม่ำเสมอเพื่อความอุ่นใจในการเดินทาง และยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนและระบบภายในรถยนต์

อย่างไรก็ตาม สำหรับหน้าร้อน ซึ่งในเมืองไทย มีอุณหภูมิของอากาศที่ค่อนข้างสูง และยิ่งสูงมากขึ้นสำหรับอุณหภูมิที่เกิดขึ้นภายในห้องเครื่องยนต์เวลารถยนต์จอดติดอยู่กับที่ท่ามกลางจราจรบนท้องถนน ทำให้ระบบและชิ้นส่วนของรถยนต์ต้องทำงานหนักขึ้น ดังนั้น จุดใหญ่ๆ ที่ผู้ขับจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษสำหรับในช่วงฤดูร้อน จึงนีไม่พ้นเรื่องระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์

แน่นอนว่าเพราะอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นมากกว่าฤดูอื่น หากระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพแล้ว ย่อมมีความเสี่ยงทำให้เครื่องยนต์เกิดความร้อนสะสมจนสูงขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อจอดติดอยู่กับที่

สำหรับจุดที่ควรตรวจสอบของระบบระบายความร้อนก็เริ่มจากจุดที่สามารถตรวจหรือมองเห็นด้วยตาเปล่า ก็มีด้วยกันตามนี้ คือ

1. ฝาหม้อน้ำ ซึ่งจะเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิและแรงดันของน้ำภายในหม้อน้ำให้คงที่ ซึ่งถ้าฝาหม้อน้ำชำรุดหรือเสียจะทำให้เกิดปัญหาความร้อนได้ เพราะไม่สามารถควบคุมแรงดันของน้ำในหม้อน้ำ ทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนนำไปสู่ความร้อนขึ้นสูงในที่สุด วิธีตรวจสอบสภาพของฝาหม้อน้ำคือ สภาพโดยรวมไม่ควรเป็นสนิม สปริงที่ประกอบอยู่ในตัวฝาสามารถยุบตัวและคืนตัวได้ และขอบยางไม่มีการแตกหรือขาด

2. สภาพของหม้อน้ำไม่มีการรั่วซึม หรือมีสิ่งสกปรกเกาะอยู่ตามครีบของแผงรังผึ้งด้านหน้าของหม้อน้ำซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการระบายความร้อนของน้ำในระบบลดลง โดยอาจจะใช้น้ำแรงๆ ฉีดชำระคราบโคลนหรือสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ด้านหน้าให้หลุดออกไป

3. พัดลมระบายความร้อนทำงานได้ตามปกติ สภาพของพัดลมไม่มีการหักทั้งในส่วนของใบหรือโกร่ง และเมื่อทำงานความเร็วรอบในการหมุนของพัดลมต้องคงที่และสม่ำเสมอ หากเบาลงก็ควรซ่อมหรือเปลี่ยน เพราะอาจจะทำให้การระบายความร้อนมีประสิทธิภาพลดลง

4. ท่อยางในระบบสามารถตรวจด้วยผ่านทางสายตา โดยดูจากสภาพโดยรวมว่าไม่มีรอยแตกลายงา เพราะเมื่อเครื่องยนต์ทำงานแรงดันที่เกิดขึ้นในระบบอาจทำให้รอยแตกลายงากลายเป็นการฉีกขาดหรือรั่วได้ และตรวจสอบความยืดหยุ่นของเนื้อยางด้วยการใช้มือบีบเบา ซึ่งท่อยางที่อยู่ในสภาพดีควรจะมีการคืนตัวอย่างรวดเร็ว

5. สายพานที่พาดผ่านปั๊มน้ำควรอยู่ในสภาพที่ตึง และไม่มีรอยแตกลายงาเช่นกัน

สำหรับในส่วนที่ตาไม่สามารถมองเห็นได้ก็มีทั้งสภาพของปั๊มน้ำ วาล์วน้ำ ซึ่งตรงจุดนี้ควรมีการตรวจสอบเป็นประจำทุกปีตามที่ผู้ผลิตกำหนดเอาไว้ และเปลี่ยนเมื่อครบระยะของการใช้งานตามคู่มือ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน

วิธีปฏิบัติก่อนที่จะหน้าร้อนจะมาถึง ก็เริ่มจากการตรวจสอบชิ้นส่วนและระบบที่กล่าวมาข้างต้น การตรวจสอบว่าตัวระบบมีการรั่วซึมจนทำให้น้ำในหม้อน้ำหายไปหรือเปล่า ถ้าไม่มีก่อนหน้าร้อนมาถึงควรเปลี่ยนถ่ายน้ำในหม้อน้ำ ล้างหม้อน้ำ และการเติมสารหล่อเย็นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนให้กับหม้อน้ำ และเป็นการป้องกันคราบสนิมที่เกิดขึ้นภายใน

เพราะสนิมเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ระบบระบายความร้อนลดลง เพราะคราบสนิมอาจจะไปอุดตันอยู่ตามรูหรือชิ้นส่วนต่างๆ ของระบบ เช่นเดียวกับการที่สนิมเป็นสื่อนำในการเกิดความร้อนได้ดีกว่าน้ำในหม้อน้ำที่ไม่มีสนิม

170209_5Cars_003

2 เบาะนั่งปรับอย่างไรให้เหมาะสม

ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่หลายคนมักจะไม่สนใจ เพราะการปรับเบาะนั่งให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมในระหว่างการขับ นอกจากจะช่วยเพิ่มความสบายและคลายความเมื่อยล้าในระหว่างการขับรถแล้ว ยังส่งผลต่อเนื่องต่อความปลอดภัยในระหว่างการขับอย่างที่ถามมาอีกด้วย

แน่นอนว่าคนเรามีสรีระที่ไม่เหมือนและไม่เท่ากัน ดังนั้น การปรับเบาะนั่งให้สอดคล้องกับสรีระของตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่จะบิดกุญแจสตาร์ทรถ ส่วนการปรับอย่างไรให้เหมะสมนั้นก็มีวิธีดังนี้

1. ควรให้ความสนใจกับการปรับระยะของเบาะนั่ง มุมเอียงของพนักพิงหลัง และระดับสูง-ต่ำของหมอนรองศีรษะเป็นหลัก โดยระยะของเบาะนั่งและมุมเอียงของพนักพิงหลังหมายถึง ระยะห่างที่สัมพันธ์ระหว่างร่างกายต่อจุดต่างๆ ของตัวรถที่จะต้องสัมผัส เช่น แขนกับพวงมาลัย เท้ากับแป้นต่างๆ สายตากับกระจกมองหลังหรือกระจกมองข้าง

การปรับเบาะนั่งให้ได้ระยะที่เหมาะสม สำหรับรถยนต์เกียร์ธรรมดาทำได้โดยใช้ฝ่าเท้าซ้ายเหยียบแป้นคลัตช์ให้สุดแบบเต็มฝ่าเท้า ไม่ใช่ใช้ปลายเท้าเหยียบคลัตช์ จากนั้นเลื่อนเบาะให้หัวเข่าซ้ายงอเล็กน้อย สำหรับรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ ซึ่งไม่มีแป้นคลัตช์ ให้ใช้เท้าซ้ายเหยียบลงบนแป้นพักเท้าหรือพื้นรถยนต์ และใช้ฝ่าเท้าขวาเหยียบแป้นเบรก จากนั้นเลื่อนเบาะให้หัวเข่าขวางอเล็กน้อย

2. จากนั้นก็ปรับมุมเอียงของพนักพิงหลัง โดยใช้มือซ้าย-ขวาจับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา หรือ 10 และ 2 นาฬิกา และปรับตำแหน่งพนักพิงเอนไปด้านหลัง กระทั่งข้อศอกทั้ง 2 ข้างหย่อนเล็กน้อย ลองเลื่อนมือไปจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 12 นาฬิกา แขนต้องเกือบเหยียดตึงโดยไม่ต้องยกตัวขึ้นมาจากพนักพิงหลัง เพื่อชะโงกหน้าไปมองฝากระโปรงหน้า และเมื่อวางมือพาดลงไป วงพวงมาลัยต้องอยู่บริเวณข้อมือจึงจะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมต่อการขับมากที่สุด ส่วนหมอนรองศีรษะไม่ได้มีไว้ให้หนุนขณะขับ แต่ช่วยลดอาการบาดเจ็บบริเวณต้นคอ หากการถูกชนท้าย

3. เมื่อปรับทุกอย่างลงตัวแล้วก็ค่อยปรับในส่วนของกระจกมองข้างและมองหลังให้อยู่ในตำแหน่งที่สายตาสามารถเหลือบไปมองเห็นได้อย่างชัดเจนโดยที่ไม่ต้องละสายตาไปจากถนนข้างหน้า หรือหมายความอีกนัยหนึ่งคือ สามารถใช้หางตามองได้โดยไม่ต้องหันศีรษะไปทั้งหมดเพื่อมองกระจกมองข้างหรือกระจกมองหลัง

การปรับเบาะนั่งให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมนั้นจะส่งผลดีใน 2 ส่วนด้วยกัน คือ ประสิทธิภาพในการควบคุมรถยนต์ เพราะเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินแล้ว จะทำให้ผู้ขับสามารถบังคับทิศทางการหมุนของพวงมาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือกระแทกแป้นเบรกได้อย่างเต็มที่

ส่วนอีกข้อก็คือ ประสิทธิภาพในการทำงานของระบบความปลอดภัยเชิงปกป้อง เช่น ถุงลมนิรภัยด้านหน้า ซึ่งทำให้ร่างกายมีระยะห่างจากการพองตัวของถุงลมนิรภัยอย่างเหมาะสม ซึ่งถ้านั่งใกล้เกิดไป เมื่อเกิดการชนจะทำให้ถุงลมนิรภัยพุ่งมากระแทกหน้า แทนที่หน้าจะพุ่งไปยังถุงลมนุ่มๆ กลายเป็นว่าเหมือนกับโดนหมัดพุ่งมากระแทกอย่างจังๆ แทน

อีกทั้งการจัดนั่งอย่างเหมาะสมนั้นจะทำให้การยึดรั้งของเข็มขัดทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อเกิดการชนทางด้านหน้า จะทำให้สรีระไม่เคลื่อนตัวอย่างปราศจากการควบคุม เช่น ไถลมุดลงไปใต้เข็มขัดนิรภัย  หรือเอนไปกระแทกเข้ากับชิ้นส่วนแข็งในห้องโดยสาร เช่น โครงเสากลาง หรือ B-Pillar จนทำให้เกิดการบาดเจ็บ

170209_5Cars_004

3 ขับประหยัดช่วยลดภาระค่าน้ำมัน

แม้ว่าในตอนนี้ราคาน้ำมันไม่ได้แพงจนเกินไป และถ้าไม่ต้องการหันไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ การใช้งานรถยนต์คู่ใจอย่างถูกต้องและเหมาะสมถือเป็นอีกวิธีในการช่วยลดค่าน้ำมันได้เป็นอย่างดี

ซึ่งวิธีก็มีดังต่อไปนี้

1. การตรวจสอบรถยนต์ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานถือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและส่งผลทั้งในแง่ความสบายใจในการใช้งาน และความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะเครื่องยนต์ที่อยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ มีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ย่อมทำให้มีอัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น รวมถึงการดูแลรถยนต์ตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนดเอาไว้ เช่น การเปลี่ยนไส้กรองอากาศ หรือน้ำมันเครื่อง จะทำให้ช่วยประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 3-9%

2. การนำสัมภาระที่ไม่จำเป็นออกจากตัวรถ เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นย่อมหมายถึงการทำงานที่มากขึ้นของเครื่องยนต์ และส่งผลต่อความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง เช่น ถ้าบรรทุกสัมภาระที่มีน้ำหนัก 25 กิโลกรัมวิ่งไป 50 กิโลเมตรจะทำให้เครื่องยนต์กินน้ำมันเพิ่มขึ้น 20 ซีซี

3. การตรวจเช็คแรงดันลมยางอยู่เป็นประจำ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับแล้ว แรงดันลมยางที่เหมาะสมยังป้องกันไม่ให้อัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น เพราะแรงดันลมยางที่ต่ำกว่าระดับที่ผู้ผลิตกำหนดในทุกๆ 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้วจะทำให้กินน้ำมันเพิ่มขึ้น 2%

4. การหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ติดขัด หรือสภาพพื้นผิวถนนไม่ดี แน่นอนว่าเส้นทางที่มีการจราจรติดขัดทำให้เราต้องสูญเสียน้ำมันไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะเมื่อต้องเร่งเครื่องสลับกับเบรกเพื่อหยุดอยู่ตลอดเวลา ส่วนถนนที่สภาพพื้นผิวไม่ดีนั้นย่อมทำให้ตัวรถต้องใช้กำลังมากขึ้น ซึ่งจากการวิจัยของโครงการรวมพลังหารสองให้ข้อมูลว่า ถนนลาดยางที่มีสภาพไม่ดีทำให้รถยนต์กินน้ำมันเพิ่มขึ้น 15% ถ้าขับบนทางลูกรัง กินน้ำมันเพิ่มขึ้น 35% และ 45% เมื่อขับบนทราย

5. ในแง่ของการขับนั้น การใช้ความเร็วให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์และตำแหน่งเกียร์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กับความเร็วที่ใช้อยู่  ซึ่งการขับด้วยความเร็วเกิน 90 กิโลเมตร/ชั่วโมงจะทำให้มีความสิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 10-25% เช่นตัวเลขความเร็วที่ใช้ 110 กิโลเมตร/ชั่วโมงจะกินน้ำมันมากกว่า 90 กิโลเมตร/ชั่วโมงถึง 25% เลยทีเดียว และในระหว่างการขับ การออกตัวแบบไล่รอบขึ้นเรื่อยๆ และใช้รอบเครื่องยนต์ให้คงที่ แทนที่การกดคันเร่งแบบหนักๆ แล้วค่อยๆ ผ่อนในทีหลังจะช่วยประหยัดน้ำมันได้ดีกว่า

6. ถ้าไม่ขับก็ควรจะดับเครื่องยนต์ เช่น การจอดรอใครสักคนทำธุระ ถ้าคิดว่าน่านานแน่ๆ แทนที่จะเปิดแอร์นั่งรออย่างสบายใจก็ดับเครื่องยนต์แล้วออกมานั่งข้างนอกดีกว่า ซึ่งการสตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้ 10 นาที จะเสียน้ำมันไปฟรีๆ ประมาณ 200-400 ซีซี

170209_5Cars_005

4 ก่อนดับเครื่องยนต์ ไม่ได้ปิดวิทยุและเครื่องปรับอากาศ จะมีผลเสียอะไรหรือเปล่า

สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ตัวรถจะมีการตรวจสอบการทำงานของระบบต่างๆ ในรถยนต์ที่ถูกเปิดค้างเอาไว้ และตัดการทำงาน เช่น เครื่องปรับอากาศ หรือวิทยุชั่วคราวทุกครั้งที่สตาร์ทเครื่องยนต์ โดยระบบที่ถูกเปิดทิ้งไว้เหล่านี้จะกลับมาทำงานต่อทันทีที่เครื่องยนต์สตาร์ทติดแล้ว

ดังนั้น การเปิดวิทยุหรือเครื่องปรับอากาศทิ้งไว้สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่อาจจะไม่มีผลอะไรมานัก เพราะไม่มีอุปกรณ์อื่นๆ เข้ามาแบ่งกระแสไฟฟ้าที่ถูกส่งมาจากแบตเตอรี่ จึงช่วยป้องกันความเสียหายของชิ้นส่วนในระบบได้ในระดับหนึ่ง

แต่สำหรับรถยนต์รุ่นเก่าๆ ที่ไม่มีระบบการทำงานนี้ ผลเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากตอนที่ดับเครื่องยนต์ แต่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น นั่นคือ ในการสตาร์ทเครื่องยนต์ในครั้งต่อไป

การสตาร์ทเครื่องยนต์ในขณะที่ระบบปรับอากาศยังถูกเปิดค้างเอาไว้นั้นเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หน้าคลัตช์ของคอมเพรสเซอร์แอร์เกิดการสึกหรออย่างต่อเนื่อง เพราะคลัตช์แอร์ยังเชื่อมต่ออยู่ ซึ่งจะไปเพิ่มภาระให้กับเครื่องยนต์ อีกทั้งไดสตาร์ทยังต้องทำงานเพิ่มขึ้น เพราะจะเกิดการกระชากอย่างรุนแรงในจังหวะที่เครื่องยนต์ต้องถูกสตาร์ทขึ้นมา พร้อมกับที่ระบบต่างๆ เช่น เครื่องปรับ อากาศ และวิทยุ

ดังนั้น การที่ควรปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ก็เพื่อให้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรรี่ถูกใช้ไปในการสตาร์ทให้เต็มที่โดยไม่ต้องแบ่งไฟกับอุปกรณ์อื่น เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของทั้งชิ้นส่วนในระบบปรับอากาศ เครื่องเสียง และแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว แม้ในรถยนต์รุ่นใหม่จะมีระบบตัดการทำงานก่อนสตาร์ท  แต่เพื่อความมั่นใจและยืดอายุการใช้งานของระบบ ก็ควรปิดเครื่องเสียงและระบบปรับอากาศก่อนดับเครื่องยนต์ทุกครั้งจะดีกว่า

170209_5Cars_006

5 เตรียม (ตัวและรถ) ให้พร้อมก่อนเดินทางไกล

เข้าใกล้ช่วงเทศกาลหยุดยาวๆ อย่างวันปีใหม่ หลายคนคงวางแผนในการเดินทางออกนอกเมือง ไปเที่ยวตามต่างจังหวัด ซึ่งใครที่ใช้บริการรถยนต์สาธารณะ หรือระบบคมนาคมอย่างอื่นคงไม่ต้อง เตรียมตัวอะไรมาก นอกจากจองตั๋ววันไปและกลับให้ตรงกับความต้องการ แต่สำหรับคนที่ขับรถไปเอง หยุดยาวๆ อย่างนี้ควรเตรียมตัวให้พร้อมทั้งคนและรถก่อนที่จะเดินทางไกลกัน เช็คทุกอย่างเท่าที่จะทำได้

แน่่นอนว่าสิ่งที่เราไม่อยากจะให้เกิดในระหว่างการเดินทาง คือ ‘อุบัติเหตุ’ หรือ ‘รถเสีย กลางทาง’ ซึ่งจะทำให้หมดสนุกไปโดยปริยาย ดังนั้น ทั้งคนขับและรถยนต์ควรตรวจเช็คเพื่อเตรียม พร้อมก่อนออกเดินทาง

สำหรับคนที่จะต้องรับหน้าที่เป็นสารถีไม่ว่าในทริปนั้นจะมีกี่ผลัดกี่คน ต้องพึงระลึกเอาไว้เสมอ ถึงเรื่องความปลอดภัยของคนที่อยู่ในรถและเพื่อนร่วมเส้นทางที่จะต้องฝากเอาไว้กับตัวท่าน การมีสติ ไม่ประมาท ไม่ดื่มของมึนเมา หรือง่วงแล้วไม่ขับ ถือเป็นสิ่งที่ควรท่องจำให้ขึ้นใจและเป็นกฏเหล็ก แห่งความปลอดภัยในระหว่างเดินทาง

ในส่วนของรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่ป้ายแดง หรือรถเก่าที่ผ่านการใช้งานมานับแสนกิโลเมตร ต่างก็ต้องตรวจสอบความพร้อมเพื่อความมั่นใจในการเดินทาง

ยาง : ตรวจสอบสภาพโดยรวม ดอกยางไม่ควรสึกจนแทบไม่เหลือดอกยาง หรือเนื้อยางไม่ ควรแตกลายงา เพราะอาจจะทำให้ยางระเบิดได้เมื่อผ่านการใช้งานไปนานๆ หรือถ้ายางเส้นไหนมีสภาพ ไม่พร้อมใช้ อาจจะดอกสึกจนเกือบหมด หรือเนื้อยางแตก หรือยางบวม ควรเปลี่ยนก่อนออกเดินทาง เพื่อความปลอดภัย

ก่อนออกเดินทางควรเติมลมยางให้แข็งกว่าระดับปกติสัก 3-4 ปอนด์ เพื่อเป็นการลดอาการ แก้มยางบิดตัวไปมาในระหว่างการขับทางไกลจนอาจทำให้เกิดความร้อนสะสม

ส่วนยางอะไหล่ ก็ตรวรนำออกมาเติมยาง โดยอาจจะอัดลมเข้าไปให้มากกว่าปกติ สักประมาณ 40-50 ปอนด์ เมื่อต้องการใช้ก็ค่อยปล่อยลมออก และอย่าลืมตรวจ สภาพของยางอะไหล่ด้วย เพราะบางคันไม่เคยนำออกมาใช้เลย ยางอาจเก่าเก็บและหมดสภาพไปแล้ว

ของเหลวในระบบ : ตรวจดูการรั่วซึมในทุกจุด ทั้งน้ำหม้อน้ำ, น้ำล้างกระจกซึ่งควรผสมน้ำยา ล้างจานเข้าไปสักเล็กน้อยเพื่อช่วยในการทำความสะอาด, น้ำมันเกียร์อัตโนมัติ, น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์, น้ำมันเบรก และน้ำมันเครื่อง

หากมีการรั่วซึม หรือระดับของเหลวในระบบอยู่ต่ำกว่าขีด Min ก็ควรเติมให้เรียบร้อย

ผ้าเบรก : ดูความหนาของผ้าเบรกว่ามีมากน้อยแค่ไหน โดยสามารถดูได้จากการส่องผ่านล้อไปยังคาลิเปอร์เบรก ถ้ามีความหนาน้อยจนน่าเป็นห่วง ก็ควรเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อย เพื่อความปลอดภัย

ระบบไฟส่องสว่าง : ไฟหน้า, ไฟเบรก, ไฟเลี้ยว และไฟฉุกเฉิน ตรวงดูว่าพร้อม ใช้งาน และติดทุกดวงหรือไม่ อย่างไฟที่อยู่ข้างหน้าก็ขับรถหันหน้าเข้ากำแพง แล้วค่อยๆ เปิดทีละแบบ ไล่มาจากไฟหรี่, ไฟต่ำ, ไฟสูง, สปอตไลท์ (ถ้ามี) และไฟเลี้ยว

จากนั้นก็ถอยหลังเอาท้ายชิดกับกำแพง แล้วตรวจสอบการทำงานของไฟท้าย, ไฟเบรก, ไฟเลี้ยว และไฟถอย จุดไหนเสียก็ควรซ่อมแซมให้เรียบร้อย ทางที่ดีผู้เป็นเจ้าของควรทำรายการตรวจ เช็กออกมาเพื่อจะได้ตรวจว่ามีตรวจุดไหนบ้างที่ยังไม่มีจัดการ

Our Facebook Fan Page
Lastest Content
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
รีเลย์ในรถยนต์
การทำงานหม้อน้ำ
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่
VDO Clip
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
รีเลย์ในรถยนต์
การทำงานหม้อน้ำ
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่