Mercedes-Benz IAA Concept มนตราแห่งอากาศพลศาสตร์

mercedes-benz_concept_iaa_21 700เมื่อพูดถึงประสิทธิภาพในแง่ของความสมรรถนะการขับเคลื่อน และความประหยัดน้ำมัน คนส่วนใหญ่มักจะมุ่งเน้นและเข้าใจว่าเครื่องยนต์ หรือระบบต่างๆ ที่อยู่ในตัวรถนั้นคือ ผู้เล่นหลัก ที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ทางด้านนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลก และถูกเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่ไม่ทั้งหมดเท่านั้นเอง

เพราะอีกปัจจัยที่คนมักจะหลงลืมคือ การออกแบบตัวรถให้สอดคล้องกับหลักอากาศพลศาสตร์ หรือ Aerodynamic ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่สำคัญ และส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะในด้านต่างๆ ของตัวรถ ซึ่งประเด็นนี้ พวกที่อยู่ในวงการรถแข่งที่จะต้องพิจารณาจากหลากหลายปัจจัยย้อมทราบดีถึงความสำคัญของ Aerodymanic

และนี่คือที่มาของการนำ Aerodynamic มาเป็นจุดเด่นในการพัฒนารถ และแสดงให้เห็นว่า งานออกแบบสามารถสร้างผลกระทบต่อตัวรถในด้านต่างๆ ได้อย่างไร กับ Mercedes-Benz IAA Concept

ต้นแบบรุ่นนี้ถูกเปิดตัวออกมาในงาน IAA หรือ Frankfurt Motorshow 2015 เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ทว่า Benz ก็ยังออกจัดแสดงตามงานมอเตอร์โชว์ต่างๆ หลังจากนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า Aerodynamic มีความสำคัญ อย่างไรกับสมรรถนะของตัวรถ

นอกจากนั้นในเชิงของการออกแบบ ด้วยรูปทรงที่ดูสวยและแปลกตาบวกกับโอกาสที่ CLS-Class กำลังใกล้จะถึงการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ ทำให้หลายฝ่ายคาดว่า AIA Concept อาจจะได้รับการพัฒนา เพื่อนำเส้นสาย หรือรูปทรงโดยรวมของตัวรถมาใช้ต่อยอดในการออกแบบเพื่อเป็นคันจริงต่อไปในอนาคต

หลายคนอาจจะคิดว่าด้วยการเปิดตัวในงาน IAA ก็เลยทำให้ต้นแบบคันนี้ใช้ชื่อเดียวกับงาน แต่ความจริงแล้วเป็นการเล่นมุขของค่าย Benz เพราะว่า IAA ที่เป็นชื่อรถยนต์นั้นมาจากคำย่อ Itelligent Aerodynamic Automobile ไม่ใช่ Internationale Automobil-Ausstellung ตามชื่องาน

แล้วต้นแบบคันนี้มีความฉลาดตรงไหน ?

เมื่อดูตามชื่อแล้วก็คงทราบกันดีว่าจะต้องเป็นที่งานออกแบบตัวถังอยู่แล้ว เราหมายถึงเรื่องของรูปทรง โดยรวม และการนำเทคโนโลยีหรือเทคนิคเข้ามาใช้ด้วย

mercedes-benz_concept_iaa_12 700รูปลักษณ์ภายนอกสวยโดดเด่น

ใครที่เป็นแฟนของ Benz เชื่อว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของการนำเสนอเส้นสาย และสไตล์การออกแบบของตัวรถที่มีความ ‘กล้า’ ในการฉีกความซ้ำซากที่ค่ายนี้พยายามคงเอาไว้ จนกลายครั้งทำให้ ตัวรถดูน่าเบื่อ ไม่มีสีสัน และขาดความเร้าใจ และนี่คือ อีกครั้งของการปฏิวัติแนวคิดในการนำเสนอ

IAA Concept มากับตัวถังที่มีลักษณะท้ายลาด คล้ายกับ CLS-Class ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นแรกๆ ที่นำเส้นสายแบบนี้มาใช้ และได้รับการตอบนับที่ดีจากลูกค้าทั่วโลก ขณะที่รูปลักษณ์ด้านหน้า มาพร้อมความทันสมัยด้วยการรวม 3 อย่างเข้าด้วยกัน คือ ไฟหน้า กระจังหน้า และช่องดักลมด้านหน้า ทำให้ตัวรถดูสวยและล้ำสมัยอย่างมาก

และเมื่อมองจากด้านท้ายเราจะพบกับความไฮเทคในการนำเสนอในด้านความโฉบเฉี่ยวของรูปลักษณ์ กับกันชนท้ายที่ได้รับการออกแบบให้มีช่องซี่แนวนอนขนาดใหญ่คล้ายกับด้านท้ายของรถสปอร์ตระดับไฮเอนด์ และเสริมด้วยความสปอร์ตของไฟท้ายที่มีลักษณ์เป็นตัว U คว่ำ วางตัวอยู่ด้านบน

Mercedes-Benz “Concept IAA” (Intelligent Aerodynamic Automobพลังแห่ง Aerodynamic

ไฮไลท์ของต้นแบบคันนี้ คือ เวทย์มนต์แห่ง Aerodynamic เพราะอย่างที่เกริ่นตั้งแต่ต้น ในมุมมอง ของวิศวกรยานยนต์ ทุกส่วนของตัวรถมีความสำคัญหมดไม่ว่าจะด้านใดด้านหนึ่ง เพียงแต่จะมีมีมากหรือน้อยนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และในตอนนี้ Aerodynamic กำลังได้รับการยกระดับของความสำคัญให้มากขึ้นกว่าเดิม

เมื่อมองจากภายนอกแล้ว แม้ว่าจะเป็นต้นแบบที่เรามีอิสระในการสร้างสรรค์ตัวรถได้ตามใจชอบนั้น แต่ทว่าค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน หรือ Cd ของตัวรถกลับไม่ได้โดดเด่นอะไรเมื่อมองจากตัวเลขที่ทาง Benz เปิดเผย

เพราะว่า IAA Concept มากับค่า Cd เพียง 0.25 เท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ในสายการผลิต อย่าง CLA ที่เปิดตัวเมื่อปี 2013 และว่ากันว่าเป็นรถยนต์ซึ่งมีค่า Cd น้อยที่สุดในไลน์ผลิตของ Benz แล้ว ตัวเลขของ AIA Concept ยังห่างไกล เพราะ CLA-Class มีตัวเลขอยู่ที่ 0.22

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า AIA Concept จะมีอะไรด้อย เพราะจุดมุ่งหมายของการพัฒนารถยนต์รุ่นนี้คือ การออกแบบให้ชิ้นส่วนตัวถังมีการขยับเพื่อปรับค่า Cd ให้เปลี่ยนแปลงไปตามรูปแบบการใช้งาน ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงชิ้นส่วนบนปีกของเครื่องบิน ซึ่งสามารถขยับขึ้นหรือลงได้

ช่างไฮเทคอะไรเช่นนี้

mercedes-benz_concept_iaa_22 700ปรับเปลี่ยนเพื่อสมรรถนะที่ดีขึ้น

จากการเปิดเผยของ Benz ระบุว่า ตัวรถต้นแบบคันนี้สามารถเปลี่ยนแปลงค่า Cd ของตัวรถจาก 0.25 ให้อยู่ในระดับ 0.19 ได้ ด้วยการขยับตัวของชิ้นส่วนต่างๆ บนตัวถัง และไม่ใช่แค่ส่วนเดียว แต่หลายจุดบนตัวถัง

mercedes-benz_concept_iaa_13 700กระจังหน้า ซึ่งเราเกริ่นถึงเมื่อข้างต้นนั้น ก็สามารถปิดพับลงมาได้เหมือน กับช่องแอร์ในบางจังหวะ ที่รถไม่ต้องการใช้แรงลมเพื่อเข้ามาทำหน้าที่ระบายความร้อนของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ขณะที่แผ่นลิ้นชายล่าง หรือ Splitter ซึ่งผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ก็สามารถขยับได้ เช่น เมื่อขับด้วยความเร็วต่ำ ก็จะเลื่อนเข้าไป เพื่อป้องกันไม่ให้ทำอัตรายกับคนเดินถนน หากเกิดถูกชน

แต่เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้น และ Aerodynamic จะเป็นต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ตัว Splitter นี้ก็จะยื่นออกมาเพื่อจัดเรียงกระแสลมปะทะด้านหน้าของตัวรถให้ไหลผ่านด้านล่างของตัวรถอย่างเป็นระเบียบ และเพื่อช่วยให้ตัวรถมีการทรงตัวที่ดี

ขณะเดียวกับช่องที่อยู่ตรงปลายกันชนหน้าหน้าทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งดูเหมือนกับครีบ หรือ Grill ในการทำหน้าที่ ระบายความร้อนนั้นก็มีการขยับตัวได้เช่นกัน คือ เดินหน้าประมาณ 25 มิลลิเมตร และถอยหลัง 20 มิลลิเมตร เพื่อลดอาการกระแสลมหมุนวนอย่างไม่เป็นระเบียบจนเกินลมต้าน ตรงบริเวณซุ้มล้อ ซึ่งจะก่อให้เกิดการส่งผล ต่อสมรรถนะ และความประหยัดน้ำมัน

ส่วนล้อรถ จริงอยู่ที่มากับขนาด 22 นิ้ว แต่ทว่ากลับมีหน้ากว้างของยางและล้อที่แคบกว่าที่คิดเยอะ  และใช้ยางหน้ากว้างแบบพิเศษ 235 ที่ทาง Continental ผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษ ขณะที่ลวดลายของล้อที่ค่อนข้า

งลึกเข้าไป และมีลักษณะคล้ายกับใบพัดของพวกเครื่องเจ็ตนั้นยังช่วยในเรื่องของการเป็นช่องทางในการนำลมเข้าสู่ระบบเบรกเพื่อระบายความร้อน และเมื่อความเร็วเกิน 50 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ลายของล้อจะปิดทึบเพื่อลดแรงต้านของลมและเพิ่มประสิทธิภาพ Aerodynamic ของตัวรถ

สำหรับด้านท้าย น่าจะเรียกว่าเป็นไฮไลท์เด่นของรถยนต์ต้นแบบคันนี้ เพราะว่าตัวรถมากับแนวคิดในแบบ LT หรือ Long Tail เหมือนกับรถแข่ง Le Mans และยังสามารถยืดตัวถังออกไปได้อีก 390 มิลลิเมตร

ชิ้นส่วนตัวถังเหล่านี้ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ง่ายต่อการติดตั้ง ดัดแปลง และรองรับ กับการใช้งานที่หลากหลายขึ้น โดยที่ประเด็นในแง่ของน้ำหนักตัวรถและความเบาของวัสดุ ยังเป็นอีก ปัจจัยที่มีความสำคัญไม่แพ้กันในการช่วยเพิ่มสมรรถนะและความประหยัดน้ำมัน โดยชิ้นส่วนหลัก ของต้นแบบคันนี้จะถูกผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ และอะลูมิเนียม

mercedes-benz_concept_iaa_10 700ผลลัพธ์ของแนวคิด

ว่ากันว่าผลของการติดตั้งเทคโนโลยีเหล่านี้ ทำให้เราสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 3 กรัมต่อการแล่น 1 กิโลเมตรจากการคำณวนผ่านทางข้อกำหนดของ EU และทาง Benz เองก็อ้างว่า เมื่อขับด้วยความเร็วในระดับ 90 ไมล์/ชั่วโมง หรือ 155 กิโลเมตร/ชั่วโมงจะลดลงได้อีก 20 กรัม/ 1 กิโลเมตร อีกดทั้งด้วยการที่ตัวรถใช้ระบบ Plug-in Hybrid  ทำให้ช่วงของการใช้ระบบไฟฟ้า ซึ่งอาศัยกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ จะลดลงได้อีก 28 กรัม/ 1 กิโลเมตร และในระบบ EV ของรถยนต์รุ่นนี้สามารถเล่นในโหมดไฟฟ้าได้ไกลถึง 40 ไมล์ หรือ 65 กิโลเมตร

อาจจะดูแล้วไม่มาก แต่ถ้ารถยนต์ส่วนใหญ่ หรือเกือบทุกคันในโลกสามารถประหยัดและช่วยลดการ ปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ลงได้ โลกของเราคงจะน่าอยู่กว่านี้

Our Facebook Fan Page
Lastest Content
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
การทำงานหม้อน้ำ
รีเลย์ในรถยนต์
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
มอเตอร์สตาร์ท
ชนิดหัวเผาเครื่องยนตดีเซล
VDO Clip
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
การทำงานหม้อน้ำ
รีเลย์ในรถยนต์
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
มอเตอร์สตาร์ท
ชนิดหัวเผาเครื่องยนตดีเซล