MG6 The Return of Turbo Era

‘หลังติดเบาะ’ กันอีกครั้งกับเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบในเก๋งไซส์คอมแพ็กต์กับ MG6 เทอร์โบ อีกทางเลือก ด้วยขุมพลัง 4 สูบ เทอร์โบ 1,800 ซีซี ที่บอกเลยว่า ไม่ธรรมดาจริง

170201_TestMG_02

จะเรียกว่าเป็นอานิสงส์ของแนวคิด Downsizing ก็คงไม่ผิด และนั่นทำให้เราๆ ท่านๆ มีโอกาส ได้กลับมาสัมผัสกับสภาพ ‘หลังติดเบาะ’ กันอีกครั้งกับเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบในเก๋งไซส์คอมแพ็กต์ ซึ่งแน่นอนว่า ในตอนนี้คนที่มีเท้าขวาหนักเป็นพิเศษจะได้มีโอกาสใหม่ๆ กับทางเลือกใหม่ เพราะ MG จัดการส่งรุ่น MG6 เทอร์โบ ลงมาเป็นอีกทางเลือก ด้วยขุมพลัง 4 สูบ เทอร์โบ 1,800 ซีซี ที่บอกเลยว่า ไม่ธรรมดา

หลังจากที่ชิมลางในตลาดมาได้ร่วมปีพร้อมกับเกิดคำถามในแง่ของการตั้งราคาที่ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยกลัวคู่แข่งสักเท่าไร ในตอนนี้ MG6 นอกจากจะมีรุ่นไมเนอร์เชนจ์ หรือปรับโฉมตามตลาดอังกฤษแล้ว และแน่นอนว่าพวกเขายังมีเครื่องยนต์เทอร์โบให้เป็นอีกทางเลือกของตลาดนอกจากรุ่น 1,800 ซีซี แบบ NA

อย่างที่เกริ่นเอาไว้ในตอนแรก ยุคนี้เป็นยุคที่บรรดาผู้ผลิตในยุโรปเลือกที่จะคงความเร้าใจของ กำลังเครื่องยนต์ ด้วยการเลือกใช้ขุมพลังที่มีกระบอกสูบ และจำนวนซีซีลดลง แต่ใช้เทอร์โบเป็นตัวรีดกำลังแทน นัยว่า เพื่อความประหยัดน้ำมัน (แต่ถ้าอยากเปลืองเพราะอยากกดคันเร่งหนัก อันนี้ก็ต้องรับผิดชอบเอง) อันนี้ นักขับบ้านเราก็เลยได้รับอานิสงส์มาเต็มๆ หลังจากที่จะพบกับเทอร์โบได้แต่เครื่องยนต์ดีเซลเท่านั้น ส่วนเบนซินไม่ต้องพูดถึง

สำหรับ MG6 กับการไมเนอร์เชนจ์ในบ้านเรานั้นถือว่าค่อนข้างเร็วเอาเรื่องเหมือนกัน เพราะเพิ่ง มีการเปิดตลาดเมื่อปี 2014 และพอถึงกลางปี 2015 ก็ต้องปรับโฉมกันแล้ว ซึ่งใครที่ซื้อล็อตแรกไปอาจจะ ต้องทำใจสักนิดว่าตกรุ่นเร็วไปหน่อย

อันนี้ก็ต้องทำใจนิดนึง เพราะตลาดโลกแล้วมันเป็นรถที่ค่อนข้างเก่าสักนิด เนื่องจากเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2011 โน่น ดังนั้นในเมื่อบ้านเราเข้ามาทำตลาดช้ากว่าตลาดโลกร่วม 3 ปี และตลาดโลกมีการปรับโฉมแล้ว ทางผู้จำหน่ายก็ถือโอกาสไล่รุ่นให้ทันกับเมืองนอกซะเลย

170201_TestMG_03

สดใหม่ในทุกมุมมอง

แน่นอนว่าในแง่ของความสวยและสะดุดตาของรูปลักษณ์ยังคงอิงสไตล์หลักด้วยแนวคิดที่เรียกว่า Brit Dynamic ที่ให้ความสวยและสปอร์ตในทุกมุมมอง โดยรุ่นที่ทาง Buddy Car ได้มาทดสอบนั้นถือเป็น Top Line ของตัวถังซีดาน หรือ 1.8X Sunroof

เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ MG จัดการเพิ่มความสดให้กับ 6 ใหม่ด้วยการเปลี่ยนกันชนหน้า ให้มีความสปอร์ตขึ้น และมีไฟแบบ Daytime Running Light แบบ LED ตามสมัยนิยม กระจังหน้า และไฟหน้าก็มีการดีไซน์ใหม่เพื่อความสวยสะดุดตาขึ้น

ขณะที่บั้นท้าย ความสดใหม่อยู่ที่ไฟท้ายและกันชนท้ายใหม่ ซึ่งมีการเสริมแถบทับทิม และแถบดำที่ชายล่าง เช่นเดียวกับการปรับรูปทรงของปลายท่อไอเสียใหม่ เติมความสปอร์ต ด้วยล้อแม็ก 17 นิ้วแลยาง 205/50R17 ขณะที่รุ่นธรรมดาเป็นล้อ 16 นิ้วและยาง 215/55R16 ในด้านมิติตัวถังมากับความยาว 4,568 มิลลิเมตร กว้าง 1,827 มิลลิเมตร และสูง 1,467 มิลลิเมตร

170201_TestMG_05

ภายใน สวยขึ้น ไฮเทคขึ้น

สำหรับภายในห้องโดยสารของ MG6 มากับความสดใหม่แบบสัมผัสได้โดยจุดหลักๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนคือ แผงมาตรวัดทั้งรอบเครื่องยนต์และความเร็ว แผงคอนโซลกลาง ซึ่งมีการเพิ่มหน้าจอ แบบทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว และปรับเบรกมือจากเดิมเป็นแบบกลไกให้เป็นแบบไฟฟ้า พร้อมระบบ Auto Hold สำหรับช่วยในการออกตัวบนทางลาดชัน

ในแง่ของการออกแบบนั้นตอบสนองความสปอร์ตอย่างแท้จริง เอาเป็นว่าถ้าหลับตาแล้วเข้ามานั่ง คุณอาจจะนึกว่านั่งอยู่ในรถสปอร์ต เพราะตัวเบาะนั่งถูกออกแบบให้เตี้ยกว่าปกติ และขณะเดียวกัน ก็ยกให้คอนโซลกลางอยู่ในตำแหน่งที่สูง ซึ่งเมื่อนั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับจะเหมือนกับจมลงไป และล้อมรอบด้วย ชิ้นส่วนภายในห้องโดยสาร เหมือนกับนั่งค็อกพิทในรถแข่งแบบที่นั่งเดี่ยว

จะว่าไปแล้วตรงนี้ให้อารมณ์ในการขับที่สปอร์ต โดยที่เมื่อนั่งนานๆ แล้วก็ไม่ได้ทำให้เมื่อแต่อย่างใด แต่จุดที่ขัดใจคือ จากการออกแบบให้แผงคอนโซลกลางอยู่สูงขึ้น ทำให้เวลาวางแขนซ้ายบนฝาช่องเก็บของแล้ว จะไม่ค่อยสะดวกเอาเสียเลย ออกแนวเมื่อยๆ ด้วยซ้ำ

170201_TestMG_06

อีกจุดหนึ่งที่ค่อนข้างขัดใจกับสิ่งที่อยู่ในห้องโดยสารของ MG6 คือ การเลือกใช้วัสดุที่ยังไม่ค่อยสะท้อน ถึงความพิถีพิถันเท่าที่ควรเมื่อมองจากการที่ลูกค้าจะต้องจ่ายเงินในระดับราคา 7 หลัก แผงหน้าปัดที่ตกแต่ง ด้วยแถบเงินดูขัดๆ ตา และพื้นผิวของชิ้นส่วนทั้งแผงหน้าัปัด และด้านข้างประตูยังดูแล้วไม่คุ้มค่าตัวสักเท่าไร

แต่สิ่งที่ต้องชมสำหรับ MG6 คือ ความกว้างขวางของห้องโดยสาร ซึ่งส่วนหนึ่งเป็น เพราะระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,705 มิลลิเมตร ทำให้สัมผัสได้กับความปลอดโปร่ง ส่วนเบาะนั่งหลัง ก็ไม่อึดอัด และมีพื้นที่ช่วงขาเหลือพอสมควร แม้ว่าเบาะหน้าจะมีการปรับให้ถอยหลังมาจนสุดก็ตาม

ในรุ่นนี้มีการอุปกรณ์มาตรฐานแบบจัดเต็ม ทั้ง CD และ MP3 หน้าจอแบบทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบนำทาง บลูทูธ กล้องมองหลัง และลำโพงคุณภาพสูง 8 ตำแหน่ง รองรับ USB และ AUX

ส่วน “inkaNet” เป็นระบบแรกในตลาดที่ทำงานบนเครือข่ายโทรศัพท์ไร้สาย “inkaNet” ประกอบด้วย 5 ฟังก์ชั่นหลัก ได้แก่ ฟังก์ชั่นตรวจสอบสถานะการทำงานของตัวรถ ช่วยให้ทราบข้อมูล เช่น ระยะทางที่รถวิ่ง ระดับน้ำมัน ระดับไฟในแบตเตอรี่ ได้แบบเรียลไทม์ ฟังก์ชั่นควบคุมการทำงานของรถจากระยะไกล แก้ปัญหาการลืมล็อคประตู ฟังก์ชั่นวิเคราะห์การทำงาน แจ้งสถานะปัจจุบันของรถยนต์ ฟังก์ชั่นแจ้งเตือนความผิดปกติ เมื่อมีการเคลื่อนรถยนต์อย่างผิดปกติ และฟังก์ชั่นติดตามรถยนต์แบบเรียลไทม์ ที่สามารถบอกตำแหน่งรถ พร้อมแนะนำเส้นทางที่มีการจราจรสะดวกที่สุด

170201_TestMG_07

ความสนุกแบบไม่ต้องหายใจเอง

MG ถือว่าสร้างปรากฏการณืให้เก๋งคอมแพ็กต์ในบ้านเราตั้งแต่รุ่นก่อนปรับโฉม เพราะพวกเขานำ เครื่องยนต์เทอร์โบกลับมาให้นักขับที่เท้าขวาหนักในบ้านเราได้สัมผัสกัน แต่ต้องยอมรับว่าตรงนี้ ช่วยปลุกอารมณ์การขับขี่ได้เป็นอย่างดี

และดูเหมือนว่าทางผู้จำหน่ายก็ดูจะทราบดี ก็เลยจัดการตัดรุ่น NA แบบหายใจเองออกจากตลาดไป และนั่นทำให้ MG6 ไมเนอร์เชนจ์ที่ขายในบ้านเราไม่ว่าจะเป็นตัวถังฟาสต์แบ็ค หรือซีดาน ต่างก็มากับ เครื่องยนต์เทอร์โบเท่านั้น

เมื่อมองจากสเป็กแล้วกับตัวเลข 161 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที การขับขี่น่าจะสนุกและเร้าใจ ซึ่งก็เป็นอย่างที่คาด เครื่องยนต์แบบ 4 สูบ 1,800 ซีซี เทอร์โบบล็อกนี้ปลดปล่อยพลังออกมาอย่างต่อเนื่อง และด้วยแรงบิดสูงสุดในระดับ 21.9 กก.-ม. โดยที่อยู่ในรอบที่ค่อนข้างต่ำ เพียง 2,000 รอบ/นาที และเป็นแบบ Flat Torque ที่ส่งออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับ 4,500 รอบ/นาที ทำให้การตอบสนองการขับในเมือง ถือว่าทันใจมาก เรียกว่ากดเป็นมา แม้ว่าน้ำหนักตัวจะถือว่าค่อนข้างอุ้ยอ้ายก็ตาม เพราะหนักถึงกว่า 1.5 ตัน ซึ่งถ้าลดน้ำหนักลงจากนี้อีกสัก 200 กิโลกรัม ก็น่าจะทำให้ MG6 ขับสนุกมากกว่านี้

ส่วนเกียร์อัตโนมัติแบบ DCT หรือ Double Clutch Transmission ก็ทำหน้าที่ถ่ีายทอดกำลัง ได้อย่างต่อเนื่อง และฉับไวพอตัว แต่สิ่งที่ขัดใจสักหน่อยคือ เรื่องของการออกตัว ซึ่งดูเหมือนว่า เก๋งระดับนี้ ที่มีม้าในคอกถึง 161 ตัว อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงน่าจะต่ำกว่า 10 วินาที แต่กลายเป็นว่า กลับไม่สามารถทำได้ เพราะจากการที่ทดลองหลายๆ ครั้ง พบกว่าจะอยู่ในระดับ 10.3 หรือไม่ก็ 10.2 วินาที หรือหลุดไป 10.4 วินาทีก็มีขึ้นอยู่กับจังหวะของการกระแทกคันเร่ง

แต่สิ่งที่ MG6 ทำได้ดีคือ การเร่งแซงในช่วงความเร็วปานกลางในระดับ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไล่ไปจนถึง 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง เรียกว่าพอกระแทกคันเร่งปลุกให้เทอร์โบบูสต์ขึ้นมา ตัวรถตอบสนองการขับแทบจะในทันทีจนรู้สึกได้เลย

170201_TestMG_04

หนึบแน่น รับมือกับเทอร์โบได้ดี

ต้องยอมรับว่าการที่มากับเครื่องยนต์เทอร์โบ อาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับวิศวกรขอว MG ในการเซ็ต ช่วงล่างเพื่อให้รองรับกับความต้องการของลูกค้าทุกแบบ เพราะแน่นอนว่าถ้าอยากให้วิ่งความเร็วดี เกาะโค้งเยี่ยม การขับในช่วงความเร็วต่ำอาจจะยอมทนกระด้างกับช่วงล่างสักหน่อย ซึ่งใน MG6 รู้สึกได้ถึงตรงนี้

แต่เมื่อถึงเวลาที่จะต้องฝากให้ระบบช่วงล่างหน้าแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ ทำหน้าที่ของมันในการยึดเกาะตัวรถให้เอาชนะแรง G ที่กระทำทางด้านข้างในขณะที่เลี้ยวด้วยความเร็ว พอประมาณกับโค้งที่ต้องใช้ความเร็วต่ำ ถือว่าฝากเอาไว้ได้ และให้การยึดเกาะที่ดี เช่นเดียวกับ ‘ความนิ่ง’ ในแง่ของการทรงตัวเมื่อต้องใช้ความเร็วในระดับ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป

ที่อาจจะต้องมีการปรับปรุงสักนิดคือ น้ำหนักของการตอบสนองจากพวงมาลัยที่ใช้เพาเวอร์แบบไฟฟ้า เพราะในช่วงความเร็วต่ำจะค่อนข้างน้ำหนักเบาไปสักหน่อย ทำให้ขาดความแม่นยำ  แต่เมื่อความเร็วสูงขึ้น น้ำหนักถือว่าพอดี และให้ความมั่นใจไม่วูบวาบไปมา

มีคำถามขึ้นมาว่า MG6 คือ ทางเลือก ที่น่าสนใจหรือไม่ เพราะค่อนข้างเบียดกับพวกแบรนด์ดังในตลาด แต่ถ้ามองถึงความสนุกในการขับขี่แล้ว ต้องยอมรับว่านี่คือสิ่งที่น่าจะเป็นจุดเด่นของ MG6 ที่ทำให้คนที่มีเท้าขวาหนักตัดสินใจได้ไม่ยาก

แต่จะเลือกรุ่นพื้นฐาน หรือว่าเอาทีเดียวจบด้วยออพชั่นเต็ม งานนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการในด้านอื่นๆ ของคุณแล้ว

แสดงความคิดเห็นใน MG6 The Return of Turbo Era
Our Facebook Fan Page
Lastest Content
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
รีเลย์ในรถยนต์
การทำงานหม้อน้ำ
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่
VDO Clip
เลือกให้ดีเลือกที่เป็นตัวเอง Vios 2014 VS City 2014
ความโดดเด่น All-New Ford Ranger 2015
ความเปลี่ยนแปลง Toyota Revo 2015
ความสัมพันธ์ระหว่างแรงบิดและแรงม้า
เปรียบเทียบ All-New Toyota Corolla Altis 2014 กับ Altis 2013
รีเลย์ในรถยนต์
การทำงานหม้อน้ำ
Review :: Honda City 2014 จัดเต็มทุกการขับขี่